รวมนานาความเห็นของผู้พัฒนาเกม ว่าวงการในอีก 10 ปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไร

เชื่อว่าเกมเมอร์อย่างเรา ๆ หลายคนน่าจะเคยแอบคาดเดากันว่า อนาคตในอีกสิบปีข้างหน้าของวงการจะมีจุดเปลี่ยนอย่างไร บางอย่างก็เป็นไปตามนั้น แต่บางอย่างก็ยังไม่เกิดขึ้น และนี่คือความเห็นของเหล่าผู้พัฒนาเกมที่คาดเดาถึงอนาคตข้างหน้าที่วงการเกมจะเดินต่อไปครับ

ทาง IGN สื่อเกมเจ้าใหญ่ระดับโลกได้ถามคำถามเกี่ยวกับอนาคตของวงการเกมในอีกสิบปีข้างหน้า ซึ่งมีอยู่สามข้อดังต่อไปนี้

  • วงการและอุตสาหกรรมเกี่ยวกับเกมจะเป็นอย่างไรในปี 2030?
  • เทคโนโลยีในการพัฒนาเกมจะเปลี่ยนแปลงไปมากแค่ไหนในปี 2030?
  • ความแตกต่างระหว่างเกมในปี 2020 กับ 2030 จะมีมากน้อยแค่ไหน

เพื่อให้กระชับ ทางเราขอสรุปและตัดตอนสิ่งที่ผู้พัฒนาเกมพูดถึงในแต่ละเรื่องให้ทุกคนได้ทราบกันในแบบที่เข้าใจได้ง่ายที่สุดครับ

Streaming คือตัวชูโรงและจุดเปลี่ยนของยุคสมัย

Phil Harrison รองประธานและผู้จัดการทั่วไปของ Google เชื่อว่าวงการเกมจะเติบโตขึ้นไปอีกในอนาคตข้างหน้า ประสบการณ์ในการเล่นเกมที่ได้รับทั้งบนระบบมือถือและเครื่องคอนโซลจะถูกเชื่อมโยงถึงกัน และเขาเชื่อว่าเทคโนโลยี Streaming จะมีการเชื่อมต่อที่ดีมากยิ่งขึ้น ทุกคนมีสิทธิ์ในการเข้าถึงข้อมูลผ่านเครือข่าย 5G ทีมีความรวดเร็วยิ่งกว่าเก่า และเขาเชื่อว่าความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นั้นจะมาจากการที่ Data Center จะช่วยให้การคำนวนแบบ Compute on Demand นั้นมีความเสถียรและรวดเร็วมากขึ้นด้วย

นอกจากในด้าน Cloud Computing แล้ว Machine Learning จาก AI จะได้รับการพัฒนามากกว่าเก่า เพราะมันจะช่วยให้การพัฒนาเกมล้ำหน้าขึ้นไปอีกขึ้น และเขาเชื่อว่าผู้สร้างเกมจะใช้ประโยชน์จากเรื่องนี้สร้างสรรค์และออกแบบเกมที่เราไม่เคยเจอมาก่อนได้อีกมากมายเช่นกัน

“สิ่งที่น่าตื่นเต้นที่สุดคือยุคใหม่ที่กำลังจะมาถึงนี้ก็คือในที่ทำงานของหลายคนก็คือจะมีคนที่เล่นเกมมาเกือบตลอดทั้งชีวิต เกมจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของสังคม ไม่ใช่สิ่งแปลกแยกอีกต่อไป”

Gareth Wilson Creative Director ของ Traveller’s Tales ผู้สร้าง The LEGO Movie 2 Videogame มองว่าเทคโนโลยี Streaming จะกลายเป็นกระแสหลักของวงการเกมในอีก 10 ปีข้างหน้าเช่นเดียวกัน ผู้เล่นสามารถซื้อเกมจากร้านค้าออนไลน์และเล่นมันได้ทันทีผ่านระบบ Streaming แต่ประสบการณ์ในการเล่นเกมที่ดีที่สุดก็ยังคงมาจากการเล่นเกมผ่านเครื่อง PC หรือคอนโซลแบบเก่าอยู่ดี และRay Tracing จะถูกพัฒนาจนกลายเป็นสิ่งที่พบเห็นได้ทั่วไป และน่าจะมีเทคโนโลยีอื่น ๆ ที่ช่วยให้แสงเงาออกมาสวยงามดูดีมากขึ้นด้วย

Denby Grace Executive Producer ของเกม Mafia III ก็มีความเห็นในเรื่องนี้ไปในทิศทางเดียวกัน การเล่นเกมกราฟฟิกสวย ๆ ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาพลังของ Hardware มากเท่าเดิมอีกแล้วด้วย

Tim Heaton หัวหน้าสตูดิโอของ Creative Assembly และ EVP Studios เองก็มองในมุมนั้นเช่นกัน นอกเหนือจากที่เขาเขาสนับสนุนว่าระบบ Streaming จะเป็นตัวชูโรงในยุคหน้าแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่เขาให้ความสนใจคือเรื่องของเทคโนโลยี VR และ AR(Augment Reality) ที่อาจจะยังมีโอกาสกลับมาเป็นหนึ่งในกระแสหลักของโลกเราก็เป็นได้ เพียงแต่มันอาจจะยังต้องรอสิ่งที่ช่วยกระตุ้นให้เกิดความน่าสนใจขึ้นมาอยู่นั่นเอง

VR กับอนาคตที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน

Half-Life Alyx

Voctor Bocan ผู้กำกับผ่ายออกแบบของ Warhorse Studios ผู้สร้าง Kingdom Come: Deliverance เชื่อว่าเทคโนโลยี Streaming และ VR จะเป็นผู้นำของยุคใหม่ในอีกสิบปีข้างหน้า เพียงแค่อุปกรณ์ VR นั้นต้องมีการปรับตัวและพัฒนาไปด้วย แว่นตา VR จะมีน้ำหนักเบาลง ใช้งานได้นานขึ้น และมีราคาที่หลายคนสามารถหามาจับจองเป็นเจ้าของได้ง่ายขึ้น ซึ่งตรงจุดนี้เขาคิดว่าระบบ Streaming จะมีส่วนช่วยในเรื่องนี้อย่างมากเช่นกัน

ส่วนเกมที่จะออกวางจำหน่ายออกมานั้นก็ยังคงมีความคล้ายคลึงกับยุคนี้ แต่เกมแบบ VR จะเข้าถึงได้ง่ายมากขึ้นกว่ายุคนี้ ข้อจำกัดหลายอย่างจะลดลง และแนวของเกมจะมีความหลากหลายมากขึ้นด้วย

คุณ Takashi Iizuka หัวหน้าของ Sonic Team จาก Sega ก็มองว่ากราฟฟิกของเกมจะเริ่มมีความใกล้เคียงกับภาพยนตร์ CG ที่เราเห็นในยุคนี้มากขึ้น และหวังว่าเทคโนโลยี VR จะแพร่หลายมากกว่าเดิม เพราะตอนนี้ข้อจำกัดของฮาร์ดแวร์นั้นยังคงเป็นสิ่งหลายคนไม่สามารถเข้าถึงได้นั่นเอง

แต่ก็มีนักพัฒนาเกมหลายคนที่มองว่า VR อาจจะไม่ใช่ทางเลือกในอนาคต Greg Street รองประธานของ Riot Games ที่มองว่า VR อาจจะไม่ได้พัฒนาแบบก้าวกระโดดอย่างที่เราคาดหวังนัก แต่ก็รู้สึกสนใจที่ VR น่าจะมอบประสบการณืแบบไร้รอยต่อให้กับผู้เล่นได้ในปี 2030

โลกเสมือนและโลกจริงหลอมรวมกัน

อีกสิ่งที่น่าสนใจคือการหลอมรวมกันระหว่างโลกเสมือนและโลกความเป็นจริง ในปีที่ผ่านมาเรามีเกมอย่าง Pokemon GO และอื่น ๆ ที่ทำให้เรื่องเหล่านี้กลายเป็นจริงแล้ว และนักพัฒนาเกมหลายคนก็เล็งเห็นว่าการพัฒนาเกมอาจจะไปไกลกว่าจุดที่เรารู้มาก็เป็นได้

Andy Sum ผู้กำกับเกม Crossy Road กล่าวว่าอยากจะเห็นการก้าวกระโดดของเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงโลก AR, VR และ AI Machine Learning ไปอีกขั้น ไม่แน่ว่าเราอาจจะได้เห็นแว่นตา AR ในแบบเดียวกับที่เราเคยเห็นในยนิยายวิทยาศาสตร์ออกมาให้ดูกันก็เป็นได้

Marc Merrill ผู้ร่วมก่อตั้งของ Riot Games ก็เล็งเห็นความเป็นไปได้ในจุดนี้เช่นกัน โดยเขาเชื่อว่าในอนาคตผู้เล่นจะสามารถก้าวข้ามระบบการควบคุมที่ใช้เมาส์กับคีย์บอร์ดเพื่อการเล่นเกมบน PC ในอีกสิบปีข้างหน้า ด้วยเทคโนโลยี AR ที่อาจจะช่วยให้สิ่งเหล่านี้เป็นไปได้หลังจากนี้

โดยรวมแล้วเหล่าผู้พัฒนาเกมมองว่า AR จะเติบโตขึ้นกว่าเดิม และมันจะเป็นตัวกำหนดทิศทางหรือกำเนิดแนวเกมใหม่ ๆ ขึ้นมาในอนาคตจากการหลอมรวมกับโลกแห่งความเป็นจริงเข้าสู่โลกเสมือน ซึ่งกำลังจะเป็นจริงมากขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้

เกมมือถือและเทคโนโลยี Cloud จะยิ่งเฟื้องฟูมากขึ้น

J. Allen Brack ประธานของ Blizzard กล่าวว่าในอีกสิบปีข้างหน้า โทรศัพท์มือถือที่เรามีนั้นจะทรงพลังยิ่งกว่าเครื่อง PC ที่แรงที่สุดในปี 2020 เปิดโอกาสให้ผู้พัฒนาเกมสามารถใส่อะไรลงไปได้หลายอย่างมากขึ้น แม้เขาจะเป็นเกมเมอร์ชาว PC แต่ตลาดเกมมือถือก็เป็นตลาดที่ไม่สามารถมองข้ามได้เพราะมีผู้เล่นทั่วโลกมากกว่าพันล้านคนในตลาดนี้ รวมไปถึงตลาด Cloud-Base gaming เองก็ไม่สามารถมองข้ามได้ด้วยเช่นกัน ซึ่งเขามองว่าเกมแบบ AAA อาจจะตัดสินใจมาลงในตลาดนี้มากขึ้นก็เป็นได้

สงครามระหว่างเครื่องคอนโซลอาจจบลง

แน่นอนว่าถ้าตลาดวงการเกมมือถือและ Cloud-Base Gaming เฟื้องฟูถึงขีดสุดจริง สงครามระหว่างเครื่องคอนโซลที่ขับเคี่ยวมาอย่างยาวนานก็อาจจะถึงคราวอวสานแล้วก็เป็นได้ ซึ่งผู้พัฒนาเกมหลายคนมองว่า PlayStation 5 กับ Xbox SX น่าจะเป็นสงครามคอนโซลรอบสุดท้าย ก่อนที่ทุกอย่างจะผันเปลี่ยนไปสู่การเป็นแพลตฟอร์ม Cloud-Base Gaming ทั้งหมดก็เป็นได้

“ผมนึกไม่ออกเลยว่าในอีกสิบปีข้างหน้า สงครามระหว่างเครื่องคอนโซลจะเป็นอย่างไร ช่องว่างระหว่างแพลตฟอร์มน่าจะถูกทำลายลงไปแล้ว และผมคิดว่าสงครามที่ว่านี้คงไม่มีอีกต่อไป” Jeremiah Slaczka, ผู้ร่วมก่อตั้งและ Creative Director ของ 5th Cell ผู้สร้าง Scribblenauts Unlimited

“ยักษ์ใหญ่ทั้งสามน่าจะยังประกาศเปิดตัวเครื่องเกมใหม่ของพวกเขาต่อไป ผมว่าเราเคยเห็นเทรนด์แบบนี้มาแล้ว และกว่าที่เหล่ายักษ์ใหญ่จะรู้ตัวก็คงต้องใช้เวลานานมาก แต่ผมคิดว่าคงไม่ใช่กับ Nintendo พวกเขาจะยังทำสิ่งที่ตัวเองถนัดต่อไป และผมก็หวังอย่างมากเลยนะ ว่าพวกเขาจะประกาศเปิดตัวเกม Metroid ภาคใหม่ออกมาเสียที” Keith Schuler, หัวหน้าฝ่ายออกแบบภารกิจจาก Gearbox Software (Borderlands 3)

ระบบฮาร์ดแวร์ที่ใช้ในบ้านจะหายไป

ต่อเนื่องจากแพลตฟอร์มที่เปลี่ยนแปลงไป เครื่องคอนโซลหรือ PC ที่เราเห็นชินตาก็อาจต้องหายไปด้วยเหมือนกัน เพราะความเร็วของระบบอินเทอร์เนตที่แรงระดับ Gigabit ต่อวินาทีน่าจะเป็นความเร็วพื้นฐานในยุคนั้นแล้ว ผู้เล่นไม่จำเป็นต้องมีเครื่อง PC แรงสูงหรือคอนโซลใหม่ล่าสุด ก็สามารถสนุกกับเกมโปรดภาพจัดเต็มที่ความละเอียด 4K เกิน 60 เฟรมได้อย่างสบาย ๆ ทุกเวลา

“เครื่อง PC ตามบ้านและคอนโซลจะหายไปจากวงการในระยะยาว เพราะความเร็วของอินเทอร์เนตที่มากขึ้นถึงระดับ Gigabit ผมจะไม่แปลกใจเลยว่าสิ่งที่เหลืออยู่เพื่อการเล่นเกมคงมีแค่หน้าจอที่มีความละเอียดสูงเท่านั้น และใช้การเชื่อมต่อจากอุปกรณ์ที่มีขนาดเล็กแบบไหนก็ได้เพื่อเข้าเล่นจากเครื่องเซิฟเวอร์ที่มีค่า Latency ต่ำกว่าในยุคนี้มาก” Lars Janssen หัวหน้าสตูดิโอ Relations จาก Koch Media

ช่องว่างและสิ่งต่าง ๆ ในวงการเกมจะมีความเชื่อมโยงต่อกันมากขึ้น

Assassin Creed

เราอาจจะได้เห็นการเปลี่ยนผ่านที่เครื่องคอนโวลจะไม่มีการขายเกมแบบแผ่นอีกต่อไปแล้วในอนาคต ทุกสิ่งทุกอย่างอาจถูกเชื่อมโยงถึงกันได้ง่ายขึ้นไปอีกในอนาคต และจะเป็นเหมือนกันหมดไม่ว่าจะเป็นบน PC หรือคอนโซล และอาจจะหมายรวมไปถึงระบบมือถือด้วย ไม่แน่ว่าเราคงจะได้เห็นการเล่นเกมที่เคยคิดว่าจะอยู่บนเครื่องคอนโซลเท่านั้นผ่านทางมือถือได้แบบสบาย ๆ ในอนาคตข้างหน้าก็เป้นได้

ระบบสมัครสมาชิก Subscription จะคงเดินหน้าต่อ

ในอนาคตข้างหน้า การซื้อเกมตัวเต็มแบบซื้อขาดอาจจะถูกลดความสำคัญลงไป ผู้เล่นอาจจะค้นหาหนทางที่สะดวกสบายมากกว่าแต่จ่ายน้อยกว่า อย่างเช่นระบบการสมัครสมาชิกหรือ Subscription แบบเดียวกับ Netflix ซึ่งตอนนี้เราก็มีหลายค่ายที่นำร่องไปแล้วอย่าง EA Access และ Uplay+ หากมีเกมในระบบให้เลือกมากกว่านี้ เชื่อว่าเราน่าจะได้เห็นการเติบโตที่ก้าวกระโดดแน่นอน

รูปแบบธุรกิจและการพัฒนาเกมจะเปลี่ยนแปลงไป

เราปฏิเสธไม่ได้ว่าความเปลี่ยนใหญ่หลวงของปี 2020 นี้มีส่วนมาจากการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 เป็นอย่างมาก จนทำให้อุตสาหกรรมนี้เติบโตขึ้นอย่างมหาศาลด้วยเม็ดเงินที่หลั่งไหลเข้ามา แต่ในขณะเดียวกัน ขั้นตอนการพัฒนาเกมก็ประสบความยากลำบากมากขึ้นด้วยนโยบาย Social Distancing ของหลายประเทศจนงานไม่ต่อเนื่อง และอาจทำให้การว่าจ้างแบบ outsource มีเพิ่มมากขึ้นเพื่อลดภาระของงาน รวมไปถึงการดูแลชุมชนผู้เล่นที่จะมาในรูปแบบออนไลน์มากขึ้นด้วย

เทคโนโลยีจะช่วยสร้างสภาพแวดล้อมในการพัฒนาเกมที่ดียิ่งขึ้น

gaming disorder

Phil Harrison กล่าวถึงในประเด็นนี้ว่า เทคโนโลยีหลายอย่างในอนาคตจะช่วยให้การพัฒนาเกมมีการวิวัฒน์ เพราะทุกวันนี้เกมที่มีโปรเจกต์ใหญ่นั้นใช้กำลังคนในการพัฒนาเป็นหลักร้อยจนอาจถึงพันคน แต่ในอนาคตเขาไม่คิดว่าจำนวนคนที่ใช้ในการพัฒนาเกมจะพุ่งจนถึงหลักหมื่นคน เพราะเทคโนโลยีที่มีทำให้การพัฒนาเกมเป็นไปอย่างรวดเร็วมากขึ้น และการมาของ AI กับ Machine Learning น่าจะช่วยให้สิ่งเหล่านี้เป็นไปได้ง่ายขึ้น

“ผมคาดหวังว่าในอนาคต AI และ Machine Learning จะเป็นผู้เล่นสำคัญในการพัฒนาเกม ผู้พัฒนาคงค้นหาสิ่งที่น่าสนใจในการจัดการกับเทตโนโลยีเหล่านี้ให้เป็นประโยชน์ต่อตัวเองด้วย” – Keith Schuler

ความก้าวหน้าของ AI จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของวงการเกมตลอดกาล

ในช่วงสองสามปีมานี้ เราได้ยินคำว่า Deep Learning จาก AI กันบ่อยขึ้น ซึ่งมันเริ่มถูกนำมาใช้ในวงการเกมมากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งจากชาว Mod ที่ใช้มันในการปรับภาพกราฟฟิกให้สวยกว่าเดิม หรืออาจจะใช้ในการเล่าเรื่องที่ดีขึ้น คุณ Yoshinori Kitase โปรดิวเซอร์และผู้กำกับร่วมของ Final Fantasy VII Remake เองก็มองว่ารูปแบบการเล่าเรื่องผ่านตัวเลือกต่าง ๆ ที่รังสรรค์โดย AI นั้นน่าจะช่วยให้พลวัตรของโลกในเกมเปลี่ยนแปลงตามเวลาจริง ตามการกระทำของผู้เล่น ซึ่งจะช่วยเพิ่มอิสระและเป็นตัวช่วยในการขับเคลื่อนของเนื้อเรื่องให้ดียิ่งขึ้นไปอีก

Denby Grace พูดถึงประเด็นนี้ว่า ด้วยเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นจะทำให้ภาพและเสียงมีพลังมากขึ้น ช่วยเสริมสร้างการเล่าเรื่องให้ทรงพลังยิ่งกว่าเก่า และ AI เองก็จะช่วยจัดการและสร้างโลกที่สลับซับซ้อนขึ้นมา และเขามองว่าสิ่งเหล่านี้จะช่วยให้โลกของเกมก้าวหน้าไปไกลยิ่งกว่าเดิมเช่นกัน

เทคโนโลยีจะเป็นตัวช่วยขับเคลื่อนการออกแบบเกม

สืบเนื่องจากระบบ AI ที่ก้าวหน้ามากขึ้นจากผลพวงของเทคโนโลยีที่มากกว่าเดิม ทำให้ผู้พัฒนาใส่ของใหม่ลงไปในเกมได้มากกว่าเก่า Lee Mather ผู้กำกับเกมซีรีส์ F1 จาก Codemaster เชื่อว่าแรงขับเคลื่อนของการพัฒนาเกมในปี 2030 จะมีเทคโนโลยีเป็นตัวชูโรงหลัก เพราะมันช่วยขยายรายละเอียดและเสริมเนื้อหาในเกมแบบ Open World เข้าไปได้มากขึ้น ช่วยให้ผู้พัฒนาได้ลองทำอะไรใหม่ ๆ ได้มากขึ้นไปด้วย และนั่นคือบ่อเกิดของพลังความสร้างสรรค์นั่นเอง

วิดีโอเกมจะเกิดการวิวัฒน์ และเกมแนวใหม่จะถือกำเนิดขึ้นมา

แนวเกมที่กลายเป็นเทรนด์ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมายังไงก็คงหนีไม่พ้น Battle Royale ที่มีแทบทุกอย่างที่เรานึกออกในเกมสมัยใหม่ใส่เข้าไป ทั้งความก้าวหน้าทางกราฟฟิก ระบบการเล่น และการรองรับผู้เล่นทีละหลาย ๆ คนในเกมเดียวกัน จึงไม่น่าแปลกใจที่ในอีกสิบปีข้างหน้าเราจะได้เห็นเกมแนวใหม่ถือกำเนิดขึ้นมาบนโลกใบนี้

“มันดูมีความเป็นไปได้มากทีเดียวที่จะมีเกมแนวใหม่ที่ยังไม่ถือกำเนิดขึ้นในยุคนี้ขึ้นมาและได้รับความนิยมอย่างสูง และนั่นเป็นข้อพิสูจน์ว่าพวกเรายังมีไอเดียใหม่ ๆ ผุดขึ้นมาอยู่เสมอ และเทคโนโลยีจะเป็นตัวช่วยให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น แต่บางครั้งมันก็มีการผสมผสานกันในแนวคิดใหม่ที่มาจากเทคโนโลยีด้วย” – Tim Heaton

วิดีโอเกมจะถูกหลอมรวมเข้ากับสื่อบันเทิงอื่น ๆ

ทุกวันนี้การกำหนดแนวเกมให้กับเกมสักเกมหนึ่งก็ดูจะเป็นเรื่องที่ยากขึ้นไปอีกขั้น ไม่ว่าจะด้วยการออกแบบที่ผสมผสานจุดเด่นของแต่ละแนวเข้าไปในตัวของมันเอง และความเป็นไปได้ที่เส้นแบ่งนี้จะถูกนำไปหลอมรวมกับสื่อบันเทิงอื่น ๆ บนโลกนี้ด้วย เหมือนอย่างที่ภาพยนตร์หรือซีรีส์ที่เพิ่มการนำเสนอแบบ Interactive เข้าไปเพื่อให้ผู้ชมได้กำหนดชะตากรรมของตัวละครในเรื่อง ดังนั้นความเป็นไปได้ที่เราน่าจะได้เห็นรูปแบบใหม่ของวิดีโอเกมที่ถูกหลอมรวมกับสื่อบันเทิงอื่น ๆ จึงมีความเป็นไปได้ในอนาคต

วิดีโอเกมจะเป็นเสมือนเครื่องมือให้กับผู้ใช้งานที่มากกว่าการเล่นธรรมดา

เราเห็นการดัดแปลงสื่อวิดีโอเกมไปสู่สื่อแบบอื่น ๆ หลากหลายแบบ เช่นภาพยนตร์จากเกม เป็นต้น และนั่นก็อาจหมายถึงความเป็นไปได้ที่ไม่สิ้นสุดของผู้เล่นที่จะเสริมแต่มันลงไปได้ไม่รู้จบ

Kellee Santiago หัวหน้าทีมพัฒนาเกม Pokemon GO จาก Niantic กล่าวว่า แม้เธอจะไม่รู้ว่าแนวเกมหลัก ๆ ของวงการในปี 2030 นั้นจะเปลี่ยนแปลงไปมากแค่ไหน แต่มันอาจจะถูกใช้เป็นเครื่องมือในการกดัดแปลงสิ่งที่มีอยู่ก่อนแล้วให้ไปสู่หนทางใหม่ที่ยอดเยี่ยมขึ้น เหมือนอย่างเช่นการเล่นการ์ดเกมที่ผู้เล่นสามารถกำหนดกติกาได้เองโดยที่ไม่จำเป็นต้องอิงจากกติกาหลัก มันจะสามารถถูกดัดแปลงเพิ่มเติมได้จากความคิดสร้างสรรค์ของผู้เล่น ซึ่งสิ่งที่ใกล้เคียงกับที่เธอกล่าวถึงก็คงเป็น Mod ที่ชาว PC คุ้นเคยกันดีนั่นเอง

“ถ้าหากผมจะขอได้ละก็ ผมอยากให้ระยะห่างระหว่างผู้พัฒนากับผู้บริโภคสั้นลงกว่านี้ พรสวรรค์ในการสร้างสรรค์จะเป็นตัวช่วยให้กับคุณ แม้ว่าคุณจะไม่ได้เชี่ยวชาญในสิ่งที่ทำมากนักก็ตาม” – Saxs Persson หัวหน้าฝ่ายสร้างสรรค์ของเกม Minecraft

ระบบ Crossplay จะยังคงเป็นเรื่องสำคัญ

Fortnite

ความนิยมของ Fortnite ในช่วงปีที่ผ่านมา ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมหาศาลในวงการเกม เพราะมันทำให้ Sony ยอมใจอ่อนเพิ่มระบบ Crossplay เล่นข้ามเครื่องเข้ามาใส่ในเกมนี้ จนเริ่มมีหลายเกมดำเนินรอยตามมาในที่สุด และสิ่งเหล่านี้จะคงเป็นเรื่องสำคัญที่ผู้เล่นในแต่ละแพลตฟอร์มสามารถเล่นเกมกับเพื่อนที่เล่นอยู่อีกระบบหนึ่งได้อย่างสนุกสนานนั่นเอง

การรับชมเกมของผู้เล่นอื่นจะได้รับการยกระดับ

เกมประเภท MOBA, FPS หรือ Online Card Game ยังต้องการะบบการรับชมที่ดีเพื่อการวิเคราะห์เกมหรือนำไปเป็นข้อมูลบนโต๊ะบรรยายการแข่งขัน ซึ่งตรงนี้คุณ J. Allen Brack กล่าวว่าทางทีมงานให้มอบหมายให้ผู้ออกแบบเกมมีเป้าหมายในการมอบประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมให้กับผู้รับชมด้วย ไม่ใช่เพียงแค่ผู้เล่นเท่านั้น ซึ่งเป็นผลดีต่อผู้รับชมทั้งในเกมและทาง Live Stream ด้วย

เกมจะมีรูปแบบที่หลากหลายขึ้น รวมไปถึงตัวของผู้พัฒนาเองเช่นกัน

คำกล่าวที่ว่า “ไม่ว่าใครก็สามารถสร้างเกมได้” ใกล้จะเป็นรูปร่างขึ้นมาทุกที ความหลากหลายในวงการเองก็เช่นกัน แม้สิ่งที่พวกเขาสร้างอาจจะไม่ได้เป็นมาตรฐานใหม่หรือยกระดับวงการขึ้นมา แต่ก็เป็นเครื่องยืนยันว่าวงการได้เติบโตขึ้นจริง ๆ อย่างไม่ต้องสงสัย เราอาจจะได้เห็นไอเดียยอดเยี่ยมจากผู้เล่นและผู้พัฒนาเกมขนาดเล็กมากขึ้นกว่าเดิม โดยเฉพาะในวงการเกมอินดี้ ทั้งชาย หญิง หรือผู้มีความหลากหลายทางเพศเองก็เช่นกัน

“ว่ากันตามตรง ผมว่ามันอาจจะไม่ได้เกิดความแตกต่างอะไรขนาดนั้น ในฐานะผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมเกมแบบที่ทำอยู่ทุกวันนี้ แต่ในฐานะผู้เล่น ผมรู้สึกสนุกสนานที่ได้เห็นบริษัทเกมยักษ์ใหญ่ทุ่มเงินไปมากกว่าพันล้านเพื่อส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้ผู้เล่น แต่ก๋รักและชอบที่จะได้เล่นเกมอินดี้ดี ๆ จากสเปน และผมเองก็ยกย่องการรังสรรค์ผลงานที่ยอดเยี่ยมนี้ออกมาอีก พร้อมกับเฝ้ารอให้เกิดความหลากหลายมากขึ้นในอุตสาหกรรมนี้” Greg Street

Pim Holfve CEO ของ Avalanche Studios กล่าวว่า ไม่ว่าจะเป็นเกมแบบ AAA หรืออินดี้ วงการเกมจะเปิดกว้างและตอบรับกับผู้เล่นที่เป็นวงกว้างมากกว่าเดิม มีความหลากหลายมากขึ้น รวมไปถึงจะมีคนที่ตัดสินใจเข้าสู่อุตสาหกรรมในการพัฒนาเกมมากขึ้นตามไปด้วย แต่สิ่งที่เขาห่วงคือในปี 2030 การคานสมดุลระหว่าง Work-Life Balance นั้นจะยังคงเป็นไปได้อยู่หรือไม่ในตอนนั้น

บริษัทเกมจะมีส่วนในการรับผิดชอบสังคมมากขึ้น

สื่อบันเทิงเป็นสิ่งที่มีอิทธิพลต่อผู้รับชมหรือได้สัมผัสมันไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง วิดีโอเกมก็เช่นกัน บางครั้งการวางเส้นทางเพื่อเป็นตัวอย่างที่ดีแก่สังคมเองก็เป็นสิ่งจำเป็นเช่นเดียวกัน ด้วยการสร้างพลังบวกให้กับวงการเกม หรือร่วมมือกับองค์กรมูลนิธิการกุศลต่าง ๆ เพื่อให้เห็นว่าพวกเขามีการใส่ใจและเฝ้าระวังสิ่งที่ไม่ดีในสังคมจริง อย่างเช่นการเปลี่ยนมาใช้บรรจุภัณฑ์รีไซเคิลของ Sega Europe ในปีที่แล้ว ซึ่งเราจะได้เห็นการมีส่วนร่วมตรงจุดนี้จากวงการเกมมากขึ้น

สตูดิโอผู้พัฒนาเกมจะก้าวหน้าขึ้นไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

ทุกวันนี้การรับ Feedback จากผู้เล่นเกมเป็นไปอย่างรวดเร็วขึ้นผ่านทาง Social Network หรือระบบ Customer Service ที่มีระบบรองรับการใช้งานมากขึ้นทุกที ทำให้ผู้พัฒนาเองก็ต้องหาทางพัฒนาตัวเองให้รองรับกับสิ่งที่ผู้บริโภคต้องการด้วย คุณ Pim Holfve พูดถึงในประเด็นนี้ว่า การพูดคุยกันโดยตรงระหว่างผู้เล่นกับผู้สร้างนั้นจะช่วยให้การพัฒนาเกมก้าวหน้าไปอีกขั้นหนึ่งได้เลย

แม้โดยรวมหลายอย่างในจุดนี้น่าจะยังเหมือนเดิม แต่สำหรับเรื่องนี้คุณ Keith Schuler จาก Gearbox มองว่า มันอาจมีการเปลี่ยนแปลงใหญ่บางอย่างที่น่าจะสร้างผลกระทบยิ่งใหญ่ที่เปลี่ยนแปลงเรื่องนี้ขึ้นมาได้ และจะส่งผลต่อความคิดของคนรุ่นใหม่ที่จะก้าวเข้ามาสู่วงการเกมในอนาคตอีกด้วย

บริษัทใหญ่จะยังคงเข้าซื้อกิจการของบริษัทขนาดเล็กเช่นเดิม

THQ Nordic

ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปี เหล่าผู้พัฒนาเกมก็ยังคงมองว่าการเข้าซื้อกิจการของทีมพัฒนาขนาดเล็กจากบริษัทใหญ่ยังคงมีอยู่ต่อไป ซึ่งถ้าหากการเข้าซื้อกิจการเป็นผลดี ทั้งสองฝ่ายก็จะได้ผลประโยชน์ร่วมกันเป็นที่น่าพอใจ แม้ในหลายครั้งเราอาจจะเห็นการซื้อกิจการที่เหมือนการซื้อมาปิดทิ้งเสียมากกว่า แต่นั่นก็เป็นการเพิ่มโอกาสและเงินทุนให้กับผู้พัฒนาขนาดเล็กสามารถทำอะไรได้มากขึ้นตามไปด้วย

“ในอนาคตวงการนี้จะมีผู้มีอิทธิพลหลักน้อยลงไปเรื่อย ๆ และการเข้าควบรวมกิจการก็จะยังคงมีต่อไป ผู้มัความสามารถเฉพาะทางจะได้รับความสำคัญมากขึ้น รวมไปถึงโปรเจกต์ใหญ่หลายชิ้นจะต้องอาศัยการร่วมมือกันระหว่างหลาย ๆ บริษัทด้วยเช่นกัน

เหนือสิ่งอื่นใด วงการเกมจะมีการเชื่อมโยงกับวงการอื่นมากขึ้น เช่นเราสามารถร่วมมือกับวงการยานยนต์ การผลิตหรือเครื่องกลได้ด้วย” – Lars Janssen, Koch Media

วิดีโอเกมจะแพร่หลายมากกว่าเดิมอย่างแท้จริง

แม้ทุกวันนี้การเข้าถึงเกมดี ๆ สักเกมบนโลกจะทำได้ง่ายขึ้นแล้ว แต่ในอีกหลายส่วนบนโลกยังไม่สามารถทำได้ ซึ่งช่องว่างตรงนี้ในอีกสิบปีข้างหน้าอาจมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น คุณ Takashi Iizuki จาก Team Sonic มองว่า การที่จะให้ผู้คนเข้าถึงวิดีโอเกมได้มากขึ้นนั้น เทคโนโลยีการเชื่อมต่อแบบ 5G จะเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ทุกคนเข้าถึงมันได้ผ่านทางโทรศัพท์มือถือที่มีราคาถูกลงเรื่อย ๆ ซึ่งจะมีความง่ายเหมือนกับการดูวิดีโอหรือฟังเพลงผ่านทาง YouTube กันเลย

“โมเดลทางธุรกิจจะถูกแปรเปลี่ยนเป็นระบบดิจิทัลทั้งหมด และมันจะเข้าถึงคนส่วนใหญ่ได้ง่ายขึ้น เล่นเกมที่ไหนก็ได้ตามที่คุณต้องการ ผมคิดว่ามันก็เหมือนกับนักกีฬาในลีคใหญ่ ที่วิดีโอเกมจะเป็นส่วนผลักดันสำคัญที่เป็นส่วนหนึ่งของบริษัททางด้านเทคโนโลยีหรือสื่อต่าง ๆ และก็มีความเป็นไปได้ว่าบริษัทเทคโนโลยีใหญ่ ๆ อาจเข้าควบรวมกิจการกับบริษัทเกมเพื่อขยายตัวในวงการนี้ด้วย มันจึงน่าสนใจว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่บริษัทยักษ์ใหญ่จากจีนจะเข้ามาซื้อกิจการของฝั่งตะวันตกและลงทุนสร้างสิ่งที่น่าสนใจขึ้นมาได้บ้าง” – Tim Heaton, Google Stadia

วิดีโอจะกลายเป็นสื่อ Mainstream ที่ทุกคนเข้าใจและไม่ปิดกั้นอีกต่อไป

สิ่งหนึ่งที่ยังคงเป็นปัญหาอยู่ในทุกวันนี้คือผู้ใหญ่หลายคนที่ไม่เข้าใจและพยายามปิดกั้นไม่ให้ลูกหลานของตนเล่นวิดีโอเกม เนื่องจากมองว่าเป็นสิ่งชั่วร้ายและเป็นบ่อเกิดของปัญหาต่าง ๆ แต่สิ่งเหล่านี้กำลังจะจางหายไป จากการที่วิดีโอเกมกลายเป็นสื่อ Mainstream ที่เปิดกว้างกว่าเก่า และผู้ปกครองจะมีส่วนร่วมในกิจกรรมที่บุตรหลานของตนเองทำมากขึ้น ไม่ต่อต้านเหมือนสมัยก่อนอีกต่อไป

“พ่อแม่ไม่จำเป็นต้องอดทนอดกลั้นเพื่อทำความเข้าใจว่าทำไมบุตรหลานของตนถึงชอบเล่นวิดีโอเกม พวกเขาจะมีกิจกรรมทำร่วมกันอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งนั่นเป็นอะไรที่ยอดเยี่ยมมากครับ”-J Allen Brack, Blizzard Entertainment

“ปี 2030 ผมก็น่าจะมีอายุสัก 50 ปีกลาง ๆ และยุคของผมก็คือคนที่ผ่านการเล่นเกมบนเครื่อง NES ในยุค 80 และการเล่นเกมก็จะเข้าสู่การเป็น Mainstream มากขึ้น ผมน่ะฝันถึงการที่วิดีโอเกมน่ะจะมีที่ทางในสื่อและได้รับการตอบรับแบบเดียวกับข่าวบันเทิงอย่างเช่นภาพยนตร์อะไรแบบนั้น และต้องไม่ใช่ข่าวที่เป็นดราม่าหรือด้านลบ ซึ่งต้องขอบคุณข่าวเกมใหม่และอีเวนต์ Esports ที่ทำให้วงการเกมได้รับความนิยมมากขึ้นและไม่มีทีท่าจะแผ่วลงเลย และด้วยความเปิดกว้างนี้ เราก็น่าจะได้เห็นความหลากหลายที่มากขึ้นด้วยครับ” – Luc Duchaine Executive Marketing Director จาก Ubisoft Canadian Studios

แฟรนไชส์เกมใหญ่จะยังคงอยู่ และแบรนด์ดังในอดีตจะได้รับการสานต่อ

Minecraft Story Mode

แม้ความนิยมของเกมใหม่ที่อาจจะออกมาปังในยุคหน้านั้นจะมีอยู่มากมาย แต่แฟรนไชส์ใหญ่ ๆ ก็จะยังคงยืนหยัดอย่างแข็งแกร่งต่อไป ด้วยฐานผู้เล่นที่ยังคงมีอยู่มากมาย รวมไปถึงการสร้างเนื้อหาเสริมและภาคต่อใหม่ ๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง และน่าจะมีการปรับตัวให้เข้ากับเทคโนโลยีกับยุคสมัยด้วยเช่นกัน และความเป็นไปได้ที่เราจะได้เห็น Fortnite หรือ Minecraft ปรับตัวไปสู่การเป็นเกมแนวใหม่และได้รับความนิยมเหมือนเดิมก็คงเป็นไปได้เช่นกัน

อีกอย่างที่มีความเป็นไปได้มากเช่นกันคือการสานต่อแบรนด์ดังในอดีตที่ถูกลืมไปนาน อย่างที่เราเห็นได้ว่าในตอนนี้มีซีรีส์เกมดังในอดีตอย่าง System Shock ที่กลับมาผงาดอีกครั้งอย่างน่าสนใจ รวมไปถึงการนำเกมเก่ามาเล่าใหม่ในรูปแบบ Remastered หรือ Remake ออกมาเต็มไปหมด เราจึงสามารถคาดหวังได้ว่ามันจะมีอะไรที่ทำให้เราตื่นเต้นได้อีกมากในอนาคตข้างหน้า

อนาคตข้างหน้ายังคงเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน

ทว่าแม้เราจะจะคาดเด่าถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นล่วงหน้าไว้มากแค่ไหน ความแน่นอนก็คือความไม่แน่นอน ดังนั้นหลายสิ่งหลายอย่างอาจเปลี่ยนแปลงไปได้ คุณ Atsushi Inaba จาก Platinum Games เองก็ไม่สามารถคาดเดาได้ว่าในอีกสิบปีข้างหน้าจะมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง แต่ถ้าสักห้าปี เขาก็พอจะบอกได้อยู่

ท้ายนี้ผู้เขียนเชื่อว่า แม้สิ่งที่เราหรือผู้พัฒนาเกมต่างคาดเดากันเอาไว้นั้นอาจจะไม่ได้ตรงเป๊ะเสียทีเดียว แต่ก็น่าจะพอคาดหวังได้ว่า เรื่องดี ๆ จะยังคงเกิดขึ้นในวงการต่อไป ตราบใดที่เรามีชีวิตอยู่ ไม่แน่ว่าสิ่งที่น่าตื่นเต้นยิ่งกว่าอาจจะกำลังรอเราอยู่ก็เป็นได้ครับ

แหล่งที่มา: The Games Industry on What Gaming Might Be Like in 2030 -IGN

ผู้เขียนบทความ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

close