ลุยดะใน Metal Slug สุดยอดเกมเดินหน้ายิงสองมิติที่ทุกคนรักใคร่


ถ้าพูดถึงค่าย SNK สิ่งที่เหล่าเกมเมอร์จะนึกถึงก่อนก็คือเกมต่อสู้ ไม่ว่าจะเป็น The King of Fighters หรือ Samurai Showdown ก็ล้วนเป็นผลงานของพวกเขาทั้งสิ้น จนทำให้บางคนแอบคิดว่าค่ายนี้คงมีดีแค่เกมต่อสู้อย่างเดียว แต่ที่จริงแล้วพวกเขาก็มีเกมแนวเดินหน้ายิงสุดมันสไตล์อาร์เคดที่หลายคนน่าจะชื่นชอบและสนุกสนานทุกครั้งที่ได้กลับไปเล่น ซึ่งจะเป็นเกมไหนไปไม่ได้นอกจาก Metal Slug นั่นเอง

ย้อนกลับไปในปี 1996 ซึ่งถือเป็นยุครุ่งเรืองของค่าย SNK พวกเขามีเกมดังในเครือมากมายและครองตลาดอาร์เคดทั้งในญี่ปุ่นและอเมริกาอย่างเหนียวแน่น ซึ่งในยุคนั้นเกมอาร์เคดไม่ได้มีแค่เกมต่อสู้เท่านั้นที่ได้รับความนิยม เกมแนวอื่น ๆ ก็เป็นที่ชื่นชอบไม่แพ้กัน ไม่ว่าจะเป็นแนวกีฬา แข่งรถ หรือเกมเดินหน้าลุย ซึ่ง SNK เองก็มีเกมเหล่านั้นแทบทั้งสิ้น จนกระทั่งวันหนึ่งพวกเขาก็ได้คิดที่จะสร้างเกมเดินหน้ายิงที่ควบคุมได้ง่าย และเล่นสนุกได้ด้วยการควบคุมแค่เพียงไม่กี่ปุ่ม ซึ่งก็ประจวบเหมาะกับที่ทางทีมงานของ SNK หลายคนก็เคยมีประสบการณ์ในการพัฒนาเกมแนวนี้มาจากค่าย Irem อย่างเช่นเกม Gunforce และ In The Hunt มาก่อน ด้วยเหตุนี้โปรเจกต์เกมเดินหน้ายิงสไตล์อาร์เคดที่มีชื่อว่า Metal Slug จึงถือกำเนิดขึ้น

Gunforce เกมแอคชั่นจาก Irem ที่ทีมงานของ Metal Slug มีส่วนร่วมในการพัฒนา

Metal Slug เป็นเรื่องราวของโลกที่อยู่ในไฟสงครามที่เกิดขึ้นจากกองกำลังของนายพล Donald Morden ที่ก่อการรัฐประหารและพยายามที่จะยึดครองโลกด้วยกองทัพอันน่าเกรงขาม แต่ก็มีหน่วยต่อต้านพิเศษนามว่า Peregrine Falcon หรือ PF ที่เป็นกลุ่มทหารรับจ้างที่มีความสามารถสูง เข้ามาช่วยแก้ไขปัญหานี้ พร้อมปราบปรามกองทัพของ Morden แต่หลังจากที่ผ่านไปหลายภาค เหล่าศัตรูที่ต้องต่อกรด้วยก็มีเพิ่มมากขึ้น ทั้งกองทัพเอเลี่ยนจากต่างดาว ซอมบี้ และอื่น ๆ อีกมากมาย และเป็นหน้าที่ของผู้เล่นที่จะต้องกำราบพวกมันให้ได้

เชื่อว่าครั้งแรกที่หลายคนได้สัมผัสกับ Metal Slug น่าจะคิดแบบเดียวกับผู้เขียนแน่นอน ว่าตัวเกมนั้นช่างเหมือนกับ Contra เสียเหลือเกิน ไม่ว่าจะเป็นการเดินหน้ายิงศัตรูไปเรื่อย ๆ จนเจอกับบอสท้ายฉาก มีอาวุธให้เก็บตามฉากมากมาย และการกระโดดข้ามแพลตฟอร์มในพื้นที่ต่าง ๆ ซึ่งดูแล้วมันก็คือ Contra ในยุคใหม่นั่นแหละ ซึ่งในยุคนั้น Metal Slug จัดเป็นเกมเดินหน้ายิงแบบสองมิติที่มีกราฟิกที่สวยงามมาก จากการใช้เทคโนโลยี Color dot ใช้เม็ดสีในการจุดสร้างลายเส้นขึ้นมา ซึ่งสีของมันจะมีความคมชัดมากกว่าเกมที่มีกราฟิกแบบ 16-bit ทั่วไปและยังคงให้เฟรมเรทที่ลื่นไหลอีกด้วย

สำหรับภาคแรกนั้นตัวเกมจะเน้นไปที่การนำเสนอแบบเวอร์ ๆ เป็นหลัก ทั้งอาวุธต่าง ๆ ของผู้เล่น บรรดาบอสและศัตรูที่ยกทัพกันมาไม่มีหยุดหย่อน และการออกแบบเหล่าบอสในแต่ละฉากได้ดีและมีเอกลักษณ์มาก แสดงให้เห็นถึงความน่าเกรงขามของกองทัพ Morden ที่มีอาวุธร้ายกาจอยู่ในมือและพร้อมบดขยี้ทุกคนจริง ๆ และยังรวมไปถึงเหล่าเชลยศึกที่ถูกจับตัวมาและคอยมอบของให้เราก็เป็นที่น่าจดจำด้วยเหมือนกัน

ที่โดดเด่นอีกอย่างก็คืออาวุธของผู้เล่น ในเกมจะมีอาวุธหลากหลายชนิดทั้งปืนกล ปืนยิงจรวดหรือปืนลูกซองให้เก็บตามฉากมากมาย และในภาคหลังก็พัฒนาให้มีรูปแบบที่หลากหลายมากขึ้น อย่างเช่นปืนเลเซอรหรือจรวดนำวิถี และยังมีเวอร์ชั่น Hyper ที่รุนแรงมากขึ้น และยังมียานพาหนะให้ใช้งานมากมาย แต่ที่น่าจะเป็นที่จดจำกันได้ก็น่าจะเป็นรถถังสีขาวที่กระโดดและลุยไปได้ทุกที่ ซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของผู้เล่นอย่างมาก

พอในภาคต่อมาความเวอร์และความฮาก็เริ่มทวีคูณ เมื่อเราจะได้เข้าไปสำรวจพีรามิดและต่อสู้กับมัมมี่พันปี ซึ่งถ้าพลาดท่าโดนหมอกพิษของมันเราก็ต้องกลายร่างเป็นมัมมี่ที่ถูกจำกัดท่าการเคลื่อนไหวและการใช้อาวุธพิเศษไปจนหมด ทั้งอาวุธ ตัวละครในเกม และลูกเล่นใหม่ ๆ ก็เพิ่มขึ้นมาอีกเป็นเท่าตัว และยิ่งทวีความเกรียนและฮามาขึ้นเรื่อย ๆ กับศัตรูที่หลากหลายมากขึ้น ไล่มาตั้งแต่มนุษย์ต่างดาว ซอมบี้ สัตว์ประหลาด หุ่นยนต์ยักษ์ หรือในภาคสามที่กระทั่งเปลี่ยนแนวเกมจากเดินหน้ายิงเป็นเกมยานยิงแนวตั้งและแนวนอนแบบหน้าตาเฉยในช่วงหลัง ซึ่งก็ทำได้ดีเยี่ยมจนหลายคนยกย่องให้ภาคที่ดีที่สุดเลยทีเดียว

และด้วยระบบการเล่นที่สนุกลงตัว ทำให้ผู้เล่นต่างชื่นชอบมันมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคที่สามที่ความลงตัวในหลาย ๆ ด้าน มีการเพิ่มระบบทางแยกที่จะได้เจอศัตรูไม่เหมือนกันในแต่ละทาง ทำให้รู้สึกสดใหม่ทุกครั้งเวลาที่เล่นรอบใหม่ ในทางที่ต่างไปจากเดิม รวมไปถึงยานพาหนะที่มีให้ขับก็เยอะขึ้นตามไปด้วย จึงไม่น่าแปลกใจที่ในร้านเกมอาร์เคด Metal Slug จึงมักเป็นเกมที่มีคนต่อคิวเล่น หรือรอดูเหล่าเทพเหรียญเดียวจบเล่นกันแบบเพลิน ๆ ยาว ๆ ซึ่งในบ้านเรายุคนั้นก็มีเซียนเกมนี้อยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว

แต่น่าเสียดายเล็กน้อยที่หลังจากช่วงพีคที่สุดของซีรีส์ในภาคที่ 3 ค่าย SNK ก็ประสบปัญหาล้มละลายก่อนขายสิทธิ์ในการพัฒนาไปให้กับค่ายเกมอื่น ซึ่งแม้จะมีภาคใหม่ออกมาแต่คุณภาพก็ดรอปลงไปจากเดิมและตัวเกมก็ค่อนข้างยากกว่าเก่า ทำให้คนไม่ค่อยจดจำภาคนี้กันมากนัก แต่ก็กลับมาอีกครั้งหลังจากที่ฟอร์มทีมใหม่ในชื่อ Playmore และยังนำเอาตัวละครจาก The King of Fighters อย่าง Ralf, Clark และ Leona มาผนวกรวมกับซีรีส์นี้เพื่อเพิ่มฐานของแฟนเกมเข้าไปอีกด้วย

ปัจจุบันนี้ Metal Slug ผันตัวเองมาเป็นเกมมือถืออย่างเต็มตัว โดยเริ่มจากภาค Defense ที่เป็นแนว Tower Defense บนมือถือและได้รับความนิยมในระดับหนึ่ง ก่อนที่จะมีการแก้ไขระบบ Gameplay ให้เน้นการลุยมากขึ้นกลับมาใหม่ในชื่อ Attack ที่คราวนี้ได้รับความนิยมมากขึ้นพอตัว พร้อมกับมีกิจกรรมอัพเดตอย่างต่อเนื่องมาจนทุกวันนี้อีกด้วย ซึ่งตัวผู้เขียนเองก็หวังว่าในอนาคต เกมซีรีส์นี้จะกลับมาสู่แนวดั้งเดิมของมัน กลับมาให้เราได้ยิงพวกทหารอย่างสนุกสนานอีกครั้งในอนาคตต่อไปครับ