เปิดประวัติ Rico Rodriguez จอมถล่มเผด็จการจากซีรีส์ Just Cause

หากถามถึงตัวเอกในโลกวิดีโอเกมที่แม้เกมเพลย์อาจจะไม่น่าจดจำ แต่ความ Badass มาเป็นอันดับต้น ๆ แถมยังมาในสไตล์ One Man Show คนเดียวถล่มราบทั้งกองทัพได้ Rico Rodriguez จะต้องมีชื่อติดอยู่ในลิสต์ด้วยแน่นอน เขาคือหนุ่มโหดจอมบู๊ระดับพระกาฬราวกับหลุดมาจากหนังไมเคิล เบย์ ที่เป็นตัวเอกจากซีรีส์เกม Just Cause ที่มีมาแล้วถึง 4 ภาคด้วยกัน วันนี้เราจะพามาดูจุดเริ่มต้นของชายชื่อ Rico Rodriguez อีกหนึ่งตัวละครผู้ถล่มเผด็จการจนราบคาบมาแล้วในซีรีส์เกม Just Cause

ประวัติเบื้องต้นของจอมระเบิดภูเขาเผากระท่อม

ใน Just Cause 2 มีข้อมูลใน PDA ที่บอกข้อมูลของเขาเอาไว้ว่า เมื่อ Rico อายุ 21 ปี เขาถูก Tom Sheldon ทาบทามให้ไปฝึกเป็นนักรบฝีมือดีในปี 1986 นั่นหมายความว่าเขาอาจจะเกิดในปี 1965 แต่ข้อมูลนี้ก็จะขัดแย้งกับข้อมูลอื่น ๆ ใน PDA ของเกมที่ระบุว่าเขาเกิดในปี 1968 แต่ในภาค 3 ก็มีการปูเนื้อเรื่องที่ชัดเจนมากขึ้นว่าเขาได้เข้าร่วมหน่วยงาน CIA ตั้งแต่อายุ 18 ปีแล้ว ซึ่งแปลว่าข้อมูลในภาค 3 นั้นถูกต้อง

เขาเกิดเมื่อ 25 มกราคม 1968 ที่ประเทศเม็กซิโก และเติบโตมาในเมืองที่ชื่อว่า Medici (เมืองสมมติและเป็นฉากหลักในเกมภาค 3) ว่ากันว่า Medici นี่แหละที่เป็นทั้งบ้านเกิดและแม่ของเขาก็อาศัยอยู่ที่นี่ด้วย และพ่อแม่ของเขาถูกฆ่าตายระหว่างเกิดเหตุการณ์รัฐประหารในเมือง

ตัวเกมภาค 4 เฉลยว่าพ่อของเขา Miguel Rodriguez เป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ทำงานให้กับ Oscar Espinosa และเป็นไปได้ว่าขณะที่ Rico กำลังเติบโตและใช้ชีวิตอยู่ที่ Medici พ่อของเขาก็กำลังเดินทางไปมาระหว่าง Medici และ Solis (เมืองสมมติและเป็นฉากหลักในเกมภาค 4)

ช่วงชีวิตก่อนเกิดยอดสายลับมือพระกาฬ

ตามบันทึกเทปเสียงที่เป็นข้อมูลของเกมในเกมภาค 3 นั้น มีเนื้อเรื่องแทรกเข้ามาอีกว่า Rico เคยเป็นยอดนักขับรถฝีมือเยี่ยม และในการแข่งขันที่เมือง Medici บ้านเกิด เขาสามารถเอาชนะการแข่งขันได้โดยเอาชนะบริษัทรถของ Di Ravello นายพลจอมเผด็จการของ Medici ไปได้ และเพราะสาเหตุนี้ ในขณะที่ทำการรัฐประหารประเทศ Medici นายพล Ravello เลยไปจับตัวพ่อแม่ Rico มาฆ่า เพื่อทำให้เอเจนซี่และคู่ค้าของนายพลพึงพอใจ ซึ่งในขณะที่เขาหลบหนีการตามล่าของ Ravello นี่แหละ ที่ทำให้เขาได้พบกับ Tom Sheldon จากนั้น Rico ก็ใช้ชีวิตอยู่กับ Tom เรื่อยมา เขาจึงเปรียบเสมือนทั้งครูผู้ฝึกสอน เพื่อน และครอบครัวของ Rico ในเวลาเดียวกัน

ปฏิบัติการ San Esperito ที่สร้างชื่อให้กับเขา

ในปี 2005 ซึ่งเป็นเนื้อหาของตัวเกมภาคแรก และนี่คือภารกิจที่ถือเป็นวีรกรรมของเขาเลย เมื่อเขาถูกเรียกตัวไปยังหมู่เกาะเขตร้อน San Esperito (ชื่อสมมติ) นี่คือปฏิบัติการเปิดตัวครั้งแรกที่ยิ่งใหญ่ที่สุด และเสี่ยงตายที่สุดสำหรับเขา งานของเขาคือการแทรกซึมและช่วยเหลือสองกลุ่มกบฎบนเกาะเพื่อช่วยต่อต้านอำนาจเผด็จการของนายพล Salvador Mendoza ซึ่งลูกบ้าของเขาทำให้สามารถจัดการปลดแอกหมู่เกาะนี้ และสังหารนายพล Mendoza ลงได้

Rico จอมถล่มเผด็จการ

แม้ในภาค 2 เนื้อเรื่องไปเกี่ยวพันกับองค์กร CIA แต่สงครามภายในของหน่วยมากกว่า แต่ที่ดุเดือดจริง ๆ คือเรื่องราวของตัวเกมในภาค 3 ที่ถือว่าเป็นการล้างแค้นไปด้วย และเป็นการถล่มเผด็จการไปในตัว เพราะเขากลับมาที่หมู่เกาะ Medici บ้านเกิดของเขา เพื่อปลดแอกประเทศชาติจากนายพล Ravello คนที่ทั้งรัฐประหารบ้านเกิดของเขา รวมไปถึงฆ่าพ่อแม่เขาอีกต่างหาก

ในภาคนี้ Rico ได้กลายเป็นผู้นำกลุ่มกบฎที่มีเพื่อนสนิทของเขาอย่าง Mario Frigo ร่วมทีมด้วย ภารกิจในครั้งนี้คือการชิงเอาประเทศคืนจากนายพล Ravello ที่นำเงินไปสนับสนุนระบบกองทัพทหารและผลิตอาวุธขั้นสูง แถมยังคอยกดขี่ประชาชนด้วยการปกครองระบอบเผด็จการ ในภาคนี้ต้องบอกว่าเราแทบจะเป็นหัวหอกในการนำทีมกบฎลุกขึ้นต่อต้าน เพราะต่อให้กองทัพนายพล Ravello จะเต็มไปด้วยแสนยานุภาพมากมายเพียงไหน ก็ไม่อาจทำอะไร Rico ได้เลยแม้แต่น้อย ท้ายที่สุดแล้วเราจึงไล่ล่านายพล Ravello ไปยังเกาะภูเขาไฟ และต่อสู้ชี้ชะตา

ซึ่งเราจะเลือกได้ว่าเราจะเหนี่ยวไกปืน ส่งมันไปลงนรกด้วยตัวเอง หรือปล่อยให้มันฆ่าตัวตายไปเองเลยก็ทำได้ และเพราะแบบนี้แหละ Rico จึงเป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ของเกมที่เราจะต้องต่อต้านเหล่าเผด็จการ เพราะภาค 4 เขาก็ตามไปไล่จัดการเหล่าเผด็จการ Black Hand ที่จะยึดครองประเทศอีกอยู่ดี

เกมแอ็คชั่นมันส์ขึ้นหิ้งของ Avalanche

ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าแม้ Just Cause 4 จะเปิดตัวได้แย่ไปหน่อย ตแ่ในแง่ของความมันส์และการขายฉากแอ็คชั่นชนิดที่ว่าไมเคิล เบย์ มาเห็นยังอาจจะต้องร้องว้าว คือจุดขายเพราะแฟรนไชส์ Just Cause

ในปี 2015 ที่ภาค 3 ออกวางจำหน่าย Avalanche ยังคงหันไปทำเกม Mad Max และถึงแม้มันจะเวอร์วังอลังการน้อยกว่า Just Cause แต่คุณภาพของตัวเกมก็ไม่ได้แย่เลย น่าเสียดายที่ตอนนั้นเกมดันไปวางจำหน่ายชนกับยักษ์ใหญ่อย่าง Metal Gear Solid V : The Phantom Pain ทำให้เกมนี้ได้รับคำชมเงียบ ๆ อยู่ในมุมมืด ส่วนผลงานอื่น ๆ ของ Avalanche อย่าง Generation Zero ก็ยังทำได้ไม่ดีพอนัก

ไม่แน่ว่าในยุคเครื่องคอนโซลเจเนอเรชั่นใหม่อย่าง PS5 และ XBOX One เราอาจจะได้เห็นการกลับมาของจอมถล่มเผด็จการคนนี้อีกครั้งก็ได้ และมันอาจจะเป็นแฟรนไชส์เกมอนาคตไกลของค่าย Avalanche เลยทีเดียว แต่ที่แน่ ๆ ตอนนี้เราอยากได้คนแบบนี้มาอยู่ในประเทศไทยสักคนนึงจะดีไหมนะ ?

 

 

ผู้เขียนบทความ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง