BY Aisoon Srikum
1 Apr 25 11:33 am

เล่นแล้วมาเล่า Fatal Fury: City of The Wolves Open Beta Test 2

339 Views

หลังจากการทดสอบรอบแรกที่ได้รับ Feedback อย่างท่วมท้นจากผู้เล่นทั่วโลกไปมากมาย และปรับปรุงแก้ไขส่วนที่มีปัญหาให้เหมาะสมยิ่งขึ้น กับการทดสอบของเกมต่อสู้เกมล่าสุดจาก SNK จาก City of The Wolves ที่ในรอบนี้ทำได้ดีกว่ารอบแรกหลายส่วนทีเดียว วันนี้ GamingDose จะพาทุกคนมาดูกัน ว่าก่อนที่ตัวเกมหลักจะออกวางขายในวันที่ 24 เมษายนนี้ Fatal Fury: City of The Wolves Beta Test รอบที่สองนี้มีอะไรให้เราได้เล่นกันบ้าง

Gameplay ที่ง่ายขึ้นกว่าเดิม แต่ยากที่จะเชี่ยวชาญ

ก่อนอื่นเราขอเริ่มในส่วนที่เรียกว่าสำคัญที่สุดกันก่อนสำหรับเกมต่อสู้ นั่นคือเรื่องของ Gameplay หลังจากที่ในรอบแรกเกมไม่เปิดโหมด Training มาให้ ทำให้ผู้เล่นหลายคนต้องคลำหาทางลองผิดลองถูก หาจุดเด่นจุดด้อยของตัวละครที่เล่นแบบตามมีตามเกิด แต่คราวนี้ปัญหาที่ว่านั้นหมดไปแล้ว และนั่นทำให้เราสามารถเจาะลึกในเรื่องของเกมการเล่นได้ละเอียดมากขึ้น

การควมคุมทั่วไป

ถ้าคุณเป็นคนที่คุ้นเคยกับเกมต่อสู้แบบสองมิติอย่าง Street Figher หรือ The King of Fighters ก็น่าจะเข้าใจระบบการควบคุมของเกมนี้ได้ทันที โดยตัวเกมจะแบ่งการควบคุมออกเป็นสองแบบด้วยกันก็คือ 

  • Arcade Style สไตล์คลาสสิกสำหรับผู้เล่นที่ชินกับเกมต่อสู้แล้ว ปุ่มที่ใช้งานจะมีทั้งหมด 5 ปุ่ม แบ่งเป็นต่อยเบา, ต่อยหนัก, เตะเบา, เตะหนัก และปุ่ม REV ที่เปรียบเสมือนปุ่มลัดที่ใช้ช่วยเหลือในการเล่นหลายอย่าง และมีลูกเล่นในการควบคุมครบถ้วน
  • Smart Style สไตล์สมัยใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อให้ผู้เล่นมือใหม่เข้าถึงเกมได้ง่ายดายมากขึ้น แบ่งออกเป็นปุ่มต่อย, เตะ, ท่าไม้ตาย, Smart Combo และปุ่ม REV ซึ่งปุ่ม Smart Combo จะช่วยให้ผู้เล่นสามารถกดท่าไม้ตายได้สะดวกสบายโดยที่ไม่จำเป็นต้องควงปุ่มทิศทางแต่อย่างใด

แม้การควบคุมทั้งสองแบบจะมีการใช้งานที่คล้ายกัน แต่ว่า Smart Style จะมีข้อเสียตรงที่จะตัดระบบการต่อท่าบางอย่างออกไป แลกกับการกดท่าไม้ตายได้ด้วยปุ่มเดียวซึ่งไวกว่าการกดควงปุ่มทิศทางไปด้วยแน่นอน ซึ่งทางเราขอแนะนำว่า ถ้าจะเล่นเกมนี้แบบจัดเต็ม ก็อาจจะเริ่มฝึกจาก Smart Style ไปก่อนก็ได้ แล้วค่อยขยับไปเป็น Arcade Style จะดีกว่า 

อย่างไรก็ตาม จากการทดลองเล่น Smart Style เราก็พบว่ามันใช้งานได้ง่ายทีเดียว แม้จะไม่มีระบบบางอย่างให้ใช้ ก็ถือว่าใช้งานได้ในเกณฑ์ที่โอเคและสามารถสนุกกับเกมได้อย่างเต็มอรรถรสเช่นกัน 

Neutral Game ระยะหยั่งเชิง

อย่างแรกที่รู้สึกได้ทันทีก็คือเรื่อง Neutral Game หรือก็คือช่วงเวลาหยั่งเชิงของผู้เล่นทั้งสองฝ่าย ในช่วงนี้จะเป็นช่วงที่ผู้เล่นทั้งสองฝ่ายอยู่ในระยะที่ไม่ได้เปรียบหรือเสียเปรียบ ต่างคนต่างทำอะไรไม่ได้ ได้แต่จ้องหน้ากันไปมา ซึ่งมีผลต่อการเล่นที่ต้องใช้การเดาใจหรือวัดใจว่าฝ่ายไหนจะเริ่มบุกหรือตั้งรับนั่นเอง

เพื่อเป็นการเปรียบเทียบให้เห็นภาพกันชัดเจนขึ้น Neutral Game ของ COTW นั้นจะมีความคล้ายคลึงกับเกมยอดนิยมอย่าง Street Fighter 6 ที่จังหวะการเข้าทำเกมของฝ่ายบุกและตั้งรับนั้นจะไม่เร็วมากนัก และยิ่งช้าลงไปอีกสำหรับตัวละครบางตัวที่ไม่มีท่าหรือความสามารถในการเข้าหาฝ่ายตรงข้ามอย่างรวดเร็ว เพราะเกมนี้ไม่มี Drive Rush ที่ทำให้ผู้เล่นพุ่งเข้าหาคู่ต่อสู้ได้ทันที ต้องอาศัยหาจังหวะทีเผลอหรืออ่านใจอ่านเกมเพื่อดึงกระแสของเกมให้อยู่ในฝั่งของตัวเองให้ได้

และตามสไตล์ของเกมต่อสู้แบบสองมิติ ที่จะมีตัวละครหลากหลายแนวให้เลือกเล่น ทั้งตัวละครสายสมดุลที่ทำได้เกือบทุกอย่าง สายบุกที่มีความหลากหลายในเกมรุก สายตั้งรับที่เน้นความเหนียวแน่นในเกมรับด้วยความสามารถอย่างท่าพื้นฐานที่รับมือได้กับเกมบุกแบบหรือ Projectile ยิงพลังดักทางเอาไว้ หรือนักจับทุ่มที่หลอกฝ่ายตรงข้ามด้วยสารพัดท่าจับที่ป้องกันไม่ได้ แม้ตัวละครที่มีให้เล่นในเวอร์ชัน Open Beta นี้จะยังมากันไม่ครบ แต่ก็ไม่ได้ขาดรูปแบบและแนวทางพื้นฐานของเกมต่อสู้ไปแต่อย่างใด

ซึ่งรูปแบบการเล่นนี่เองที่สำคัญกับช่วง Neutral Game มาก ๆ เพราะผู้เล่นจะต้องหาวิธีที่ทำให้ตนเองอยู่ในระยะได้เปรียบให้ได้ก่อน จะถอยห่างเพื่อหาระยะในการปล่อยพลัง หรือเข้าใกล้เพื่อใช้ท่าโจมตีเจาะการป้องกัน และ COTW ก็ทำได้อย่างชัดเจนจนทำให้ผู้เล่นเรียนรู้ได้ไม่ยากโดยที่ไม่ต้องเหวอกับการถูกพุ่งเข้ามาแบบทันทีทันใดสำหรับตัวละครบางตัวที่ไม่ควรจะเข้ามาหาอย่างรวดเร็วหรือช้าเกินไปนั่นเอง

Wild Punish การสวนกลับแบบจัดหนักจัดเต็ม

โดยปกติแล้วในเกมต่อสู้นั้น เมื่อเราสามารถโจมตีสวนกลับฝ่ายตรงข้ามไปในจังหวะที่เขาออกท่ามาแล้วสวนกลับไปได้สำเร็จ นั่นคือการ Counter ที่คนโดนจะได้รับความเสียหายมากกว่าปกติ เปิดให้เราทำคอมโบโจมตีได้แรงขึ้น พลิกเกมได้ง่ายขึ้นด้วย

แต่ก็มีอีกสถานะหนึ่งที่เป็นสถานะพิเศษก็คือ Wild Punish ที่ถ้าหากผู้เล่นสามารถโจมตีสวนกลับไปในช่วงที่คู่ต่อสู้ออกท่าไม่โดนหรือวืด(ที่ผู้เล่นเกมต่อสู้เรียกว่า Whiff) การโจมตีสวนกลับตรงจุดนั้นจะกลายเป็น Wild Punish ที่คนโดนจะเกิดสถานะเพิ่มเติมจากการโดน Counter แบบปกติเข้าไปด้วยตามท่าที่ใช้สวนกลับไป ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้เล่นสามารถทำคอมโบที่ไม่สามารถทำได้ในช่วงเวลาปกติ และมีความแรงยิ่งกว่าเดิมได้นั่นเอง

ระบบ Wild Punish นี้ถือเป็นอีกระบบหนึ่งที่ช่วยในการพลิกเกมในจังหวะสำคัญได้ถ้าเรารู้ว่าฝ่ายตรงข้ามนั้นจะออกท่าไม่โดนในระยะที่เราอยู่ แล้วสวนกลับไปด้วยท่าพื้นฐานที่โจมตีได้ไกลกลับคืนไป ถ้าโดน Wild Punish พร้อมสวนคอมโบกลับไปได้จัง ๆ สักครั้งสองครั้ง คนโดนต้องใจเสียบ้างแน่นอน

REV System หัวใจสำคัญของเกมบุก

ส่วนต่อมาคือเรื่องของระบบที่เกี่ยวข้องกับการบุก ในเกม COTW จะค่อนข้างแตกต่างจากเกมของค่าย SNK เองอยู่นิดหน่อย เพราะการเข้าบุกด้วยการกระโดดนั้นถูกตัดทอนลงไป จะไม่มีการกระโดด Hop อย่างรวดเร็วเข้าหาฝ่ายตรงข้ามแบบเกมซีรีส์ KOF เพราะการกระโดดเข้าหานั้นถูกตัดเหลือแค่สองแบบ แต่ก็ทดแทนมาด้วยการต่อคอมโบแบบต่อเนื่องด้วยระบบ REV นั่นเอง

REV คืออะไร? มันก็คือเกจครึ่งวงกลมที่อยู่ด้านล่างเหนือเกจ Super ที่เอาไว้ใช้ท่าไม้ตาย โดยจะเรียกว่า REV Meter นี่เป็นเกจที่ผู้เล่นต้องให้ความสำคัญอย่างมาก เพราะมันเป็นแทบทุกอย่างสำหรับเกมบุกและตั้งรับเลยก็ว่าได้ โดย REV จะใช้กับท่าหรือความสามารถต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

  • REV Accel การโจมตีด้วยท่า REV Arts ที่เป็นท่าไม้แบบพิเศษที่แรงและมีคุณสมบัติพิเศษเพิ่มขึ้น ระบบนี้จะทำให้ผู้เล่นสามารถต่อท่า REV Arts ได้ต่อเนื่องแบบไม่ซ้ำท่าหรือจนกว่าเกจจะเต็มจนขึ้นสถานะ Overheat
  • REV Guard การป้องกันแบบพิเศษที่จะทำการผลักตัวคู่ต่อสู้ออกไปไกลกว่าปกติเมื่อป้องกันได้ แลกกับเกจ REV Meter ที่เพิ่มขึ้นมากกว่าการป้องกันแบบปกติ

นอกจากนั้น REV Meter จะเพิ่มขึ้นได้จากการป้องกันการโจมตี หากเต็ม 100% เมื่อไหร่ ผู้เล่นจะเข้าสู่สถานะ Overheat ที่ทำให้เสียเปรียบในการต่อสู้อย่างมากทันที เพราะถ้าหากยังทำการป้องกันต่อไป ก็จะเสียเกจ Guard ที่อยู่ด้านใต้พลังชีวิตแทน REV Meter และถ้าเกจหมดเมื่อไหร่ก็จะเกิดอาการ Guard Crush ที่ไม่สามารถขยับหรือป้องกันตัวใด ๆ ได้เลย เป็นการเปิดช่องให้ถูกอัดอย่างเต็ม ๆ ชั่วขณะหนึ่ง ซึ่งอาจหมายถึงการรู้ผลผลแพ้ชนะได้เลย

แต่ก็ใช่ว่า REV Meter จะขึ้นได้อย่างเดียว เพราะถ้าผู้เล่นเป็นฝ่ายรุกที่สามารถโจมตีโดนพร้อมทำคอมโบได้ต่อเนื่องและปิดด้วยท่า Super ได้แบบจัง ๆ REV Meter ก็จะลดลงอย่างมากเช่นกัน ไม่ก็ยืนรอเฉย ๆ ให้เกจลดเอง หรือเดินหน้าเข้าหาฝ่ายตรงข้าม ไม่ก็ใช้ Just Defense หรือ Hyper Defense ก็จะช่วยลดการสะสมของ REV Meter ได้เช่นกัน

การบริหาร REV Meter ในเกมนี้คือสิ่งสำคัญมากเลยก็ว่าได้ เพราะถ้าเป็นฝ่ายป้องกันอย่างเดียว ก็เหมือนถูกกดดันให้เกิด Overheat ง่ายขึ้น และในทางกลับกัน ถ้าลุยด้วย REV Arts มากเกินไป ใช้เพลินจนลืมดูเกจก็ Overheat ได้เหมือนกัน นี่คือสิ่งที่ผู้เล่นต้องเลือกใช้งานให้ดี และเป็นหนึ่งในความสนุกที่ช่วยให้เกมลุ้นระทึกมากขึ้นด้วย

Breaking & Feint เอกสิทธิ์เฉพาะผู้เล่นแบบ Arcade Style

สำหรับใครที่เคยผ่านภาค Mark of The Wolves มาก่อน ก็น่าจะคุ้นเคยกับระบบนี้กันดี ซึ่งของเก่านั้นอาจจะเรียกได้ว่าโกงเกินไปสักหน่อย แต่ใน COTW นี้แม้จะถูกลดความสามารถลง แต่ก็เป็นหนึ่งในระบบที่ช่วยให้การทำคอมโบนั้นหลากหลายมากขึ้น นั่นคือระบบ Breaking และ Feint นั่นเอง โดยมีความแตกต่างดังนี้

  • Breaking คือการกดยกเลิกท่าไม้ตายที่ออกไปแล้วช่วงหนึ่ง ให้ตัวผู้เล่นกลับมายืนในสถานะเตรียมพร้อมอีกครั้ง จุดประสงค์เพื่อเป็นการยืดการทำคอมโบออกไปให้ยาวขึ้น หรือใช้ในการฟื้นตัวเวลาใช้ท่าไม้ตายพลาดให้เร็วขึ้น เพื่อที่จะไม่ต้องโดนสวนกลับแบบเจ็บ ๆ 
  • Feint คือการกดหลอกว่าจะออกท่าไม้ตายออกไป แต่ไม่มีอะไรออกมา นอกจากให้หลอกล่อให้ฝ่ายตรงข้ามเดินเกมพลาดแล้ว ยังสามารถใช้ในการต่อคอมโบจากท่าโจมตีพื้นฐานให้ยาวขึ้นได้อีกด้วย

ทั้งสองระบบนี้ถือเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ผู้เล่นสร้างคอมโบแปลก ๆ ได้สารพัด รวมไปถึงใช้ในการปิดจังหวะในช่วงที่กดท่าออกมาพลาด แต่ยังไม่พลาดทั้งหมด แก้ไขเพื่อกลับมาตั้งรับได้ทันหรือไม่เจ็บตัวมากจนเกินไปจากการถูก Punish หรือสวนกลับไปนั่นเอง

แต่ระบบทั้งสองอย่างนี้จะไม่มีให้ใช้ในการควบคุมแบบ Smart Style ซึ่งอย่างที่ได้บอกไปในช่วงการควบคุม ถ้าอยากจะเข้าถึงทุกอย่างในเกมนี้ทั้งหมดอย่างเต็มประสิทธิภาพ ก็ต้องมาเล่นใน Arcade Style นี่แหละ ครบถ้วนที่สุดแล้ว 

S.P.G. สถานะพิเศษที่เกิดมาเพื่อพลิกเกม

S.P.G. หรือ Selective Potential Gear คือระบบที่ถูกต่อยอดมาจากระบบ T.O.P. ของเกมภาค Mark of The Wolves ในปี 1999 สิ่งที่เหมือนกันคือผู้เล่นจะต้องเลือกว่าจะให้ S.P.G.ทำงานในช่วงที่พลังชีวิตเหลืออยู่เท่าไหร่ จะตั้งเปิดไว้ตั้งแต่พลังเต็มหลอด เหลือ ⅔ ค่อยเปิด หรือแค่ ⅓ ค่อยเปิดก็ย่อมได้

S.P.G. จะทำให้ผู้เล่นมีพลังโจมตีแรงขึ้น และเพิ่มท่าพิเศษเข้ามาอีกหนึ่งท่าก็คือ REV Blow ที่ถ้าใครเคยเล่น Street Fighter 6 มาก่อน จะรู้ได้ทันทีว่ามันคือ Drive Impact ของเกมนี้นั่นเอง โดยมันคือการโจมตีแบบพิเศษที่จะทำให้ผู้ใช้มีเกราะป้องกันการโจมตีสวนกลับได้แทบทุกรูปแบบจนกว่าจะสิ้นสุดการใช้ แต่จะไม่สามารถป้องกันท่าไม้ตายที่ใช้เกมหรือท่า Super ได้

สิ่งที่แตกต่างอีกอย่างก็คือ REV Blow ยังสามารถใช้โจมตีจากกลางอากาศได้ด้วย ซึ่งเหมาะมากสำหรับการรับมือผู้เล่นที่ชอบดักคนกระโดดเข้าหาด้วยท่าที่มีเฟรมอมตะหรือ Invincible ได้อย่างอยู่หมัด และถ้าโดนแบบ Counter ก็จะทำให้ฝ่ายตรงข้ามล้มทรุดลง เป็นการเปิดโอกาสให้เข้าโจมตีเป็นคอมโบได้เลย แต่อย่างไรก็ตาม การใช้ REV Blow ก็จะเป็นการเพิ่มเกจ REV Meter ให้สูงขึ้นเช่นกัน และไม่สามารถใช้งานในช่วง Overheat ได้อีก จึงต้องระวังการใช้งานให้ดี


อีกสิ่งหนึ่งที่เพิ่มขึ้นมาก็คือ Hidden Gears ที่เป็นท่าไม้ตายแบบพิเศษที่รุนแรงที่สุดของตัวละครนั้น ๆ ที่จะใช้เกจ Super 2 เกจและต้องอยู่ในสถานะ S.P.G. เท่านั้น นอกจากจะออกได้เร็ว โจมตีได้รุนแรง มันยังช่วยรีเซ็ต REV Meter ให้กลับไปเหลือ 0% ได้หลังจากที่โจมตีโดน หรือผู้เล่นอยู่ในสถานะ Overheat ก็จะ Cooldown เหลือ 0% ทันที ทำให้กลับมาใช้ REV System ได้อย่างจุใจอีกครั้งหนึ่ง

โดยสรุปก็คือ เกมรุกของ COTW นั้นเรียกว่าไม่มากไม่น้อย แต่ถ้าเปิดเกมบุกได้เมื่อไหร่ กระแสของเกมอาจไหลไปได้จนจบ โดยเฉพาะในสถานะ S.P.G. ที่เพิ่มความได้เปรียบอย่างมาก ถ้าหากฝ่ายตรงข้ามรับมือไม่ถูกนั่นเอง

Just Defense & Hyper Defense เพื่อนแท้ในเกมตั้งรับ

มาดูทางฝั่งเกมรับกันบ้าง แม้ระบบที่เอื้อต่อการบุกของเกมนี้จะค่อนข้างมีเยอะและหลากหลาย แต่ใช่ว่าฝ่ายตั้งรับจะเสียเปรียบไปเสียหมด เพราะยังมีระบบช่วยเหลือที่อยู่มานานอย่าง Just Defense เป็นตัวช่วยอยู่นั่นเอง 

Just Defense คือระบบที่อยู่มาตั้งแต่เกม Garou: Mark of The Wolves จะทำงานต่อเมื่อผู้เล่นสามารถกดปุ่มถอยหลังป้องกันการโจมตีได้ก่อนที่การโจมตีนั้นจะมาถึงตัว โดยเมื่อทำสำเร็จจะขึ้นเป็นบาเรียกลม ๆ รอบตัว ทำให้ผู้เล่นฟื้นตัวจากการป้องกันได้เร็วขึ้น พร้อมได้รับพลังชีวิตคืนมาเล็กน้อย และลดเกจ REV Meter ลงด้วย ซึ่งในระหว่างที่ยังอยู่ในสถานะ Just Defense ถ้ากดท่าไม้ตายสวนกลับไปในตอนนั้น ก็จะเป็นการ Guard Cancel เพื่อโจมตีสวนกลับได้ทันทีโดยที่ไม่ต้องรอฟื้นตัวได้อีกด้วย

ผู้เล่นสามารถกด Just Defense ป้องกันการโจมตีได้หลายครั้ง แต่ก็ต้องแลกกับความเสี่ยงเพราะทุกครั้งที่ทำ Just Defense ก็คือต้องมากดถอยหลังป้องกันใหม่อีกครั้ง เรียกว่าถ้าเข้ามาหลายฮิตก็ต้องกดป้องกันให้ครบทุกฮิต หรือกลั้นใจกดท่าไม้ตายสวนไปเลย และยังสามารถใช้ระหว่างที่กระโดดอยู่ได้ด้วย เป็นการดักทางคนทีชอบสวนด้วยท่าไม้ตายได้เป็นอย่างดี

หรือถ้าหากป้องกันด้วย Just Defense ไม่ทัน เกมก็เพิ่มระบบใหม่เข้ามาก็คือ Hyper Defense ที่มีความเสี่ยงมากกว่า เพราะต้องกดปุ่มดันหน้าในระหว่างที่กำลังอยู่ในช่วงเวลาที่ป้องกันอยู่ ซึ่งคุณสมบัติทุกอย่างจะเหมือนกับ Just Defense ต่างกันแค่ช่วงเวลาในการกดที่กดได้เฉพาะตอนกำลังป้องกันอยู่เท่านั้น ระบบนี้ช่วยให้ผู้เล่นมีตัวเลือกมากขึ้นในการสวนกลับแบบทันที แต่ก็แลกมาด้วยจังหวะในการกดที่ยากกว่า Just Defense มากนั่นเอง

และด้วยสองระบบนี้นี่เองที่ทำให้ผู้เล่นฝ่ายตั้งรับนั้นมีตัวเลือกในการสวนกลับไปได้ทันทีใดโดยที่ไม่ต้องรอเก็บเกจหรือใช้ทรัพยากรพิเศษแบบเกมอื่น แต่ต้องอาศัยฝีมือและการอ่านเกมในระดับหนึ่งที่มีความลึกมากกว่า แต่ถ้าหากทำได้และเดาใจฝ่ายตรงข้ามได้ถูกต้อง กระแสของเกมจากเสียเปรียบก็สามารถพลิกกลับมาได้ทันที

ภาพรวมของระบบเกม

โดยรวมแล้ว COTW นั้นมีระบบการเล่นที่ถ้าเราดูจากหน้ากระดาษ อาจจะรู้สึกว่ามันยากและซับซ้อน แต่พอลองเล่นจริง ๆ จะพบว่าระบบหลาย ๆ อย่างนั้นไม่ได้เข้าใจยากอย่างที่คิด เพราะถึงอย่างไร ตัวเกมก็เป็นเกมต่อสู้ที่เน้นการชิงจังหวะ เตะต่อย คุมเกม ออกท่าคอมโบ ที่ต้องอาศัยการฝึกฝนเป็นเวลาหลาย ๆ ชั่วโมงอยู่แล้ว และตัวเกมก็มีระบบที่เอื้อต่อการฝึกให้เก่งขึ้นมากมายอยู่แล้ว ดังนั้นไม่ต้องเป็นห่วงว่าจะเล่นไม่สนุกเพราะสับสนกับระบบของเกม(แต่ถ้าเจอคนเล่นที่ฝีมือเหนือกว่า อันนี้ต้องทำใจกันนิดนึง)

แต่ถึงแม้ระบบของเกมจะเข้าใจได้ไม่ยาก กระนั้นการเล่นให้เชี่ยวชาญนั้นก็อยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูงพอสมควร โดยเฉพาะการใช้งานระบบ Just Defense หรือ Hyper Defense ที่เปลี่ยนกระแสของเกมได้ในพริบตานั้นก็ไม่ใช่ว่าจะทำได้ตลอดเวลาหรือได้ทุกครั้ง และถ้าพลาดก็คือต้องรับกรรมจนอาจพ่ายแพ้ได้เลยนั่นเอง

อีกเรื่องที่เห็นได้ชัดคือ แม้ตัวเกมจะมีระบบช่วยเหลือผู้เล่นใหม่เติมเข้ามามากมาย แต่ COTW นั้นก็ยังแสดงให้เห็นชัดเจนว่าระหว่างผู้เล่นที่เล่นจนเชี่ยวกับผู้เล่นที่เพิ่งเริ่มเล่นนั้นแตกต่างกันอยู่หลายขุม ดังนั้นสำหรับคนเล่นใหม่ที่ไม่เชี่ยวเกมแนวนี้ ถ้าอยากจะสนุกกับเกมนี้ก็ต้องหาเพื่อนที่ฝีมือพอๆ กันมาเล่นด้วยกัน และเก่งไปด้วยกัน แบบนี้จะดีที่สุด

ระบบ Matchmaking และการออนไลน์ที่ดีขึ้น

ในการทดสอบ Open Beta ครั้งแรก ตัวเกมค่อนข้างมีปัญหาเรื่อง Matchmaking หรือการจับคู่คนเล่นที่ใช้เวลานานมากจนผิดปกติ ซึ่งใน Region Asia นั้นก็ถือว่ามีผู้เล่นเยอะพอสมควร แต่กลับหาคนเล่นไม่เจอเลย ซึ่งปัญหานี้ดูเหมือนจะได้รับการแก้ไขให้ดีขึ้น เพราะสามารถหาคนเล่นในโหมดออนไลน์ได้เร็วขึ้น แต่บางครั้งระบบก็พาเราไปเจอคนที่มี Ping สูงระดับ 300 ขึ้นไป จนเล่นแทบไม่ได้ก็มีให้เห็นอยู่

แต่ถ้าสามารถออนไลน์ได้ ความเสถียรในระหว่างการเล่นนั้นถือว่าดีขึ้นมาก เพราะอาการหน่วงที่เคยเจอใน Open Beta รอบที่แล้วในผู้เล่นคนเดียวกันนั้นหายไปเกือบหมด แม้จะมี PING ที่ระดับ 100 ขึ้นไป พร้อม Rollback Frame เล็กน้อยก็ยังมีความลื่นไหลพอสมควร ซึ่งตรงนี้ต้องขอบคุณระบบ Rollback Netcode ที่ทำงานได้เป็นอย่างดีและพัฒนามากขึ้นตามยุคสมัยเช่นกัน

สิ่งที่เพิ่มขึ้นมาจาก Open Beta 1

หลังจากที่ได้รับ Feedback ท่วมท้นไปใน Open Beta ครั้งแรก ทั้งในเรื่องของการ Matchmaking ตามที่ได้กล่าวไป รวมไปถึงไม่มีโหมด Training ไว้ซ้อมคอมโบหรือเรียนรู้ระบบเกมแบบละเอียด คราวนี้ SNK ใส่โหมด Trainning มาให้ผู้เล่นทุกคนได้ทดลองเรียนรู้อะไรใหม่ ๆ พร้อมทดลองกดคอมโบได้เรื่อย ๆ ตามที่ต้องการ ซึ่งจากดหมด Tutorial ที่มีมาให้ตอนแรกนั้นไม่เพียงพอนั่นเอง

อีกอย่างคือในครั้งนี้มีตัวละครเพิ่มมาให้ลองเล่นอีกหนึ่งตัวก็คือ Tizoc หรือ Griffon Mask นักมวยปล้ำสายจับที่แม้ตัวจะใหญ่ แต่ก็มีลูกเล่นแพรวพราว เป็นตัวที่เล่นสนุกมากตัวหนึ่งเลยก็ว่าได้ ส่วนตัวละครที่เหลือจาก Open Beta 1 นั้นก็มากันครบหมดไม่มีขาด รวมกับโหมดฝึกที่ใส่เข้ามา ทำให้สามารถฝึกคอมโบและวิธีเล่นได้ตามที่ต้องการเลย

Bug ที่มีให้เห็นบ้าง แต่ก็ไม่ส่งผลต่อการเล่นมากนัก

อีกเรื่องที่ต้องบอกก็คือเรื่องของ Bug ในเกม สิ่งแรกที่เจอก็คือเรื่องของการสร้างห้องเล่นที่ใน Open Beta รอบที่แล้วไม่มีปัญหาใด ๆ แค่ใส่เลขห้องก็สามารถหาจนเจอได้ไม่ยาก แต่ในครั้งนี้เราไม่สามารถหาห้องที่เพื่อนเล่นกันได้ผ่านทางการใส่เลขห้องได้ ต้องไปหาจากการ Search Room แทน ซึ่งยุ่งยากกว่าเดิม รวมถึงปัญหาเรื่อง Matchmaking ที่ยังมีให้เห็นบ้างแต่น้อยลง

ส่วน Bug อื่น ๆ ที่คิดว่าบางคนน่าจะเคยเห็นผ่านทางหน้า Social อย่างเช่นเรื่องตัวละครเด้งหรือกระเด็นในลักษณะแปลก ๆ หรือท่าไม้ตายแสดงผลผิดพลาด ก็ถือว่ามีโอกาสเกิดค่อนข้างน้อย ถ้าไม่คิดจะตั้งใจทำจริง ๆ แต่ถึงยังไงนี่ก็เป็นการบ้านที่ทางทีมงานต้องเอากลับไปแก้ก่อนเกมวางจำหน่ายให้สมบูรณ์ที่สุด

แต่ถึงจะมี Bug บ้าง เรื่อง Performance ของเกมก็จัดว่าโอเคมาก เล่นได้สบาย ๆ ไม่มีปัญหา แถมไม่กินสเปคเครื่องมากนัก ซึ่งเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับเกมต่อสู้ที่ต้องมีเฟรมเรทที่นิ่งไว้ก่อน เรียกว่าถ้าเล่นแบบ Offline ในเวอร์ชันนี้ ก็ไม่มีปัญหาอะไรกวนใจแน่นอน

สรุปความประทับใจโดยรวม

City of The Wolves ในการทดสอบรอบล่าสุดนี้มีจุดที่พัฒนาขึ้นหลายส่วน แม้จะมีปัญหาใหม่เพิ่มขึ้นมาจนส่งผลต่อการเล่นออนไลน์สำหรับคนที่ชอบลง Rank หรือเล่นคนเดียวแบบไม่สร้างห้องกับเพื่อนบ้าง แต่ความเสถียรที่ปรับปรุงขึ้นมานั้นทำได้ดีมาก เชื่อว่าเกมเวอร์ชันเต็มน่าจะออกมาดีกว่านี้แน่ แต่จะดีขึ้นหรือไม่อย่างไร ต้องรอพิสูจน์กันในวันที่ 24 เมษายนนี้ บนระบบ PS4, PS5, Xbox Series X|S และ PC


Aisoon Srikum

Back to top
×
×