5 เกม AAA ที่น่าผิดหวังที่สุดของปี 2019


ปี 2019 ยังคงเป็นปีที่ดุเดือดที่สุดของวงการอุตสาหกรรมเกม และแน่นอนว่ามีเกมที่สร้างชื่อเสียงโด่งดัง ย่อมก็ต้องมีเกมที่น่าผิดหวังอย่างไม่น่าให้อภัย วันนี้เราคัดมาให้ชมกันเน้น ๆ กับเกม 5 เกมที่น่าผิดหวังที่สุดของปี 2019 และจะมีเกมอะไรกันบ้างนั้นเชิญมารับชมไปพร้อม ๆ กัน

1.Crackdown 3

ห่างหายไปกว่า 9 ปีเต็ม Crackdown กลับมาพร้อมกับภาคที่ 3 และเป็นเกมบนเครื่อง XBOX One และ PC ปัญหาของมันนอกจากจะออกชนกับยักษ์ใหญ่อย่าง Anthem (ซึ่งก็กอดคอกันล้มพินาศทั้งสองเกม) ตัวเกมยังมีความล้าหลังและตกยุคแบบสุด ๆ

Crackdown 3 เป็นเกมแบบ TPS ที่มาพร้อมเนื้อเรื่องสุดเชยเหมือนหนังตกยุค และมีความยาวในการเล่นเพียง 3 ชั่วโมงต้น ๆ ก็จบเกมแล้ว ส่วน Multiplayer คงไม่ต้องไปพูดถึงมันมากนัก ในเมื่อมันเปิดตัวได้เงียบกริบและจืดจางแบบสุด ๆ คาดว่าดาราฮอลลีวูดชื่อดังอย่าง Terry Crew ที่มารับบทนำในเกมนี้ คงจะไม่อยากจดจำในเกมนี้ไปอีกนานเท่านานเลยทีเดียว

2.Wolfenstein : Youngblood

เอกลักษณ์ของ Wolfenstein ได้หายไปโดยสิ้นเชิง เพราะความอยากลองแนวทางใหม่ ๆ ของ Machine Games

แรกเริ่มเดิมที แฟรนไชส์ Wolfenstein มีเอกลักษณ์ที่น่าจดจำชนิดที่กลับมาเล่นซ้ำก็ยังสนุก นั่นคือการดำเนินเรื่องแบบ One Man Show คนเดียวเดินหน้าฆ่าทั้งโลกของ William B.J. Blazkowickz แต่พอมาในภาคนี้ อาจจะเพราะอยากลองอะไรใหม่ ๆ ตัวเกมถูกปรับให้เกมการเล่นแบบ Co-op 2 คนแทน (ถ้าเล่นคนเดียวจะมี A.I. มาควบคุมตัวละครอีกตัวแทน)

ทำให้บรรยากาศของเกมนี้ดูไปก็คล้าย Resident Evil 5 แบบไม่มีผิดเพี้ยน เพราะไม่ว่าจะทำอะไรก็ต้อง 2 คน เปิดประตู 2 คน เปิดหีบไอเทม 2 คน แตกต่างจากภาคก่อนที่เราทำอะไรด้วยตัวเองได้เลย ไม่ต้องรอใครทั้งสิ้น คนเดียวบุกเดี่ยวเดือด ๆ แต่พอมาภาคนี้กลับต้องมานั่งรอตัวละครร่วมเป็นร่วมตาย หรือเปิดทางนั่นนี่ ทำให้นี่เป็นอีกหนึ่งเกมภาคต่อที่โดนบ่นไปไม่น้อยเลยทีเดียวในปีนี้

3.Ghost Recon : Breakpoint

น่าจะไม่ต้องอธิบายอะไรกันให้มากความนักสำหรับเกมนี้ ถือว่าเป็นก้าวที่ผิดพลาดในรอบหลายปีของ Ubisoft หลังจากท็อปฟอร์มมาตลอดซึ่งตัวเกมนั้นมีปัญหาตั้งแต่การ Optimize ที่ยังดูไม่ค่อยเสถียรดี ไปจนถึงเกมเพลย์ที่เป็นหัวใจหลักของการเล่นเกม

สาเหตุเพราะตัวเกมได้รับการยืนยันว่าเป็นภาคต่อมาจาก Wildlands แต่หลังจากทุกคนลองเล่นแล้ว พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า Wildlands ทำออกมาได้ดีกว่าเยอะ ยังไม่รวมถึงคอนเทนต์และเนื้อหาของเกมเพลย์ที่เริ่มจะซ้ำซากเข้าไปทุกที ๆ

และที๋โดนหนักในบ้านเราก็คือ เพราะเป็นเกมแรกของ Ubisoft ที่มีการแปลตัวเกมเป็นภาษาไทยด้วย แต่กลับทำออกมาได้ไม่ดีเท่าที่ควร เลยรับกระแสตรงนี้เพิ่มไปอีกด้วยสำหรับบ้านเรา แต่อย่างไรก็ตามตอนนี้ Ubisoft กำลังเดินหน้าแก้ไขตัวเกมกันอย่างหนัก คาดว่ามันจะกลับมาเป็นเกมคุณภาพได้อีกครั้งในเร็ววันนี้

4.LEFT ALIVE

อีกหนึ่งผลงานที่พินาศที่สุดในปี 2019 เลยทีเดียวสำหรับเกมในจักรวาล Front Mission อย่าง LEFT ALIVE

ตัวเกมโดนสับยับทั้งในส่วนของเนื้อเรื่องที่ธรรมดาไปหน่อย เกมเพลย์การเล่นบางจุดที่น่ารำคาญ กราฟิกอันหยาบโลน ไม่สมกับเป็นเกมยุค 2019 และยังขาดการประณีตในอีกหลาย ๆ จุด เรียกได้ว่าเป็นเกมทุนต่ำเลยก็ว่าได้ แต่ตัวเกมนั้นกลับขายในราคาสูงถึง 2,079 บาท ยิ่งไปกว่านั้นคือบางส่วนของเกม ก็สร้างมาทำลายอารมณ์กันแบบสุด ๆ อย่างเช่นฉากปะทะบอสที่ทำเอาหลายคนน่าจะหลับคาจอยกันไปเลยทีเดียว

LEFT ALIVE เป็นอีกหนึ่งผลงานยักษ์ใหญ่ที่ล้มแบบไม่เป็นท่า ก็ไม่เข้าใจทาง Square Enix เหมือนกันว่าเขาคิดยังไงตอนปล่อยเกมนี้ออกมาวาจำหน่าย

5.Anthem

น่าจะเป็นผลงานที่ย่ำแย่ที่สุดแล้วของ BioWare และ EA ตัวเกมถูกวิจารณ์ว่าคอนเทนต์มันน้อยจนเกินไป ไม่สมกับราคาเกมที่จัดเต็มมาเป็นแบบ AAA นอกจากนั้นยังเต็มไปด้วยปัญหาบัค และต่าง ๆ อีกมากมาย

คนที่ฝืนเล่นจนจบได้ต่างก็บอกเป็นเสียงเดียวกันว่าคอนเทนต์ในช่วง Endgame นั้นน้อยมาก แทบไม่มีอะไรให้ทำ รวมไปถึงไม่มีระบบ Text Chat และ Ping System ที่ควรจะมี เพราะเป็นเกมมัลติเพลเยอร์ และที่เลวร้ายที่สุดกับคนที่เล่นบน PlayStation 4 นั้น บางคนถึงกับบอกว่าเจอปัญหาเครื่องดับไปดื้อ ๆ เลยก็มี

ปัจจุบัน BioWare ออกมาบอกว่าเตรียมที่จะอัพเดทยกเครื่องให้กับ Anthem เราก็ต้องรอดูกันไปว่าเกมนี้จะฟื้นจากความตายได้หรือไม่

เกมห่วยของแต่ละคนคงถูกตีความกันแตกต่างกันไปในแต่ละความหมาย แล้วสำหรับคุณล่ะ เกมห่วยประจำปี 2019 ของคุณคือเกมอะไร ลองบอกให้พวกเรารับทราบกันได้นะครับ