สารบัญ / Contents
เรียกได้ว่าแทบไม่ต้องอธิบายอะไรมากกับชื่อของผู้กำกับเกมชื่อดังคนนี้ เพราะผลงานของเขาได้พูดแทนเขาไปหมดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นแฟรนไชส์ Metal Gear Solid ที่พลิกโฉมหน้าของเกมแนวลอบเร้นด้วยเกมการเล่นที่ล้ำและเนื้อเรื่องที่ลึก หรือแฟรนไชส์ Death Stranding ที่เชื่อมต่อผู้คนในช่วงเวลาแห่งการแบ่งแยก อย่างไรก็ตาม ชีวิตของนักทำเกมผู้นี้นั้นถูกประกอบสร้างขึ้นด้วยหลายสิ่ง แน่นอนว่าเกมคือหนึ่งในนั้น แต่มากไปกว่านั้น เขาถูกหล่อหลอมด้วย ความหลงไหลที่มีต่อภาพยนตร์ ความทะเยอทะยานที่ท้าทายขนบสังคม และที่ขาดไม่ได้ ความรักจากครอบครัว บทความนี้จะมาเปิดประวัติ Hideo Kojima ให้ทุกคนได้อ่านกัน
วัยเด็กที่ถูกหล่อหลอมด้วยภาพยนตร์ และครอบครัว

70 เปอร์เซ็นต์ของร่างกายมนุษย์คือน้ำ แต่ “70 เปอร์เซ็นต์ของผมคือภาพยนตร์” โคจิม่ากล่าว
ฮิเดโอะ โคจิม่าเกิดในวันที่ 24 สิงหาคม ปี 1963 ในเขตเซตางายะ ชานเมืองโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เขาเกิดในครอบครัวที่นับว่ามีฐานะดี เป็นน้องคนสุดท้องของลูกสามคน ในวัยเด็ก ทางบ้านของโคจิม่าต้องย้ายบ้านบ่อยเพราะงานของพ่อที่เป็นเภสัชกร สุดท้ายแล้วเขาก็มาอยู่ที่โอซาก้าแทน โดยพ่อของเขา คิงโกะ โคจิม่า ตั้งชื่อให้โคจิม่าว่า ‘ฮิเดโอะ’ แปลว่า ‘ชายผู้มีความเป็นเลิศ’ เพราะเป็นชื่อที่หมอส่วนใหญ่ใช้กัน
การย้ายบ้านบ่อย ๆ ทำให้โคจิม่าใช้เวลาส่วนมากดูโทรทัศน์และทำฟิกเกอร์อยู่บ้าน ประจวบกับความที่พ่อแม่ของโคจิม่าเป็นคอหนัง โดยเฉพาะหนังยุโรป หนังสยองขวัญ และหนังคาวบอย ทางครอบครัวจึงมีกิจกรรมพิเศษให้ดูหนังทุกคืน ถ้าไม่จบก็ไม่ได้ไปนอน (ขัดกับพ่อแม่บ้านอื่นโดยแท้) โดยพ่อแม่ของเขาก็อนุญาตให้โคจิม่าและพี่ ๆ ดูหนังประเภทไหนก็ได้ ไม่ปิดกั้น
“ถนนที่ญี่ปุ่นจะมีท่อน้ำอยู่ข้าง ๆ สองฝั่ง ผมมักจะเดินตกท่อบ่อย ๆ เพราะมัวแต่แต่งเรื่องอยู่ในหัว” โคจิม่าเผยกับทาง The Guardian
การดูหนังทุกวันไม่ใช่การบ้านอันน่าหดหู่แต่เป็นสิ่งที่โคจิม่าหลงไหลอยู่แล้ว เขาเริ่มทำหนังกับเพื่อนด้วยกล้อง Super 8 และเก็บตังค์เพื่อน ๆ ที่มาดูเพื่อที่จะเอาไปซื้อแผ่นหนัง โคจิม่ายังเคยหลอกพ่อแม่ให้ไปเที่ยวเกาะนอกชายฝั่งญี่ปุ่นเพราะจะไปถ่ายหนัง แต่พอไปถึงกลับเอาแต่ว่ายน้ำ จนวันสุดท้ายต้องเปลี่ยนเป็นเรื่องเกี่ยวกับซอมบี้แทนเพราะถ่ายง่ายกว่า
ท่ามกลางการตามล่าความฝันเส้นทางการทำหนังนี้ ชีวิตเขากลับพลิกผันเมื่อคุณพ่อผู้เป็นแรงผลักดันสู่อาชีพการทำหนังต้องจากไปด้วยโรคตอนโคจิม่าอายุ 13 ปี เขาเล่าว่าได้นั่งรถไปส่งพ่อที่โรงพยาบาลเป็นครั้งสุดท้าย พ่อของเขาเหมือนจะพูดอะไรสักอย่างกับเขาแต่พูดไม่ได้ ทำให้เหตุการณ์นี้ยังคงติดอยู่ในใจเขา
ความสูญเสียนี้ทำให้ทำให้แม่เขาต้องหาเลี้ยงลูกตัวคนเดียว และทำให้โคจิม่าเข้าใจถึงความโดดเดี่ยวและความเปราะบางของชีวิต

“มันยากและเหงามาก แต่ในแง่หนึ่ง มันก็ทำให้ผมมุ่งมั่นในการเป็นคนทำหนังมาขึ้น” โคจิม่ากล่าวกับ Gameradar
แม้โคจิม่าเริ่มต้นอาชีพด้วยความอยากทำภาพยนตร์ แต่ด้วยการเงินทางบ้าน และค่านิยมสังคม ทำให้ช่วงมหาวิทยาลัยเขาเลือกเรียนเศรษฐศาสตร์แทน แต่เขาก็ยังแต่งนิยายไปด้วย
และก็เป็นช่วงนี้เอง ที่วงการวิดีโอเกมกำลังเติบโตขึ้นในญี่ปุ่น โดยเกมแรก ๆ ที่เป็นแรงบันดาลใจให้เขาก็คือเกมในตำนานอย่าง Super Mario Bros. และ Portopia Serial Murder Case นั่นเอง ซึ่งนี่คือจังหวะที่เขามองเห็นถึงศักยภาพที่เกมจะกลายเป็นสื่อที่เล่าเรื่องได้เหมือนหนัง
หลังจบจากมหาวิทยาลัย โคจิม่าจึงตัดสินใจเข้าวงการเกม แต่จากการคุยกับอาจารย์และเพื่อน ๆ ใคร ๆ ก็ต่างบอกให้เขาลองคิดดูใหม่ เพราะวงการเกมในญี่ปุ่นยังไม่เป็นที่ยอมรับในตอนนั้น แม้แต่ในงานแต่งของเขาเองก็ยังไม่พ้นโดนแซวโดยเพื่อนเจ้าบ่าว แต่คนที่ทำให้โคจิม่าตัดสินใจเดินทางนี้คือแม่ของเขา
ปีนบันไดสู่อาชีพคนทำเกม และการท้าทายทั้งขนบเกม และขนบสังคม

“มีแค่แม่ของผมที่บอกให้ผมทำในสิ่งที่อยากทำ… แค่แม่คนเดียวเลย” โคจิม่ากล่าวใน The Guardian
เพราะแม่ของเขานี่เอง โคจิม่าในวัย 20 ต้นจึงได้ทำตามความฝันด้วยการร่วมงานกับ Konami ในปี 1986 โดยสาเหตุที่เขาเลือกที่นี่ก็เพราะว่า Konami เป็นบริษัทเกมแห่งเดียวในญี่ปุ่นที่มีรายชื่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งอาจช่วยให้คนมองอาชีพเขาในแง่ดีขึ้น โคจิม่ายอมรับว่าเขาเข้าวงการเกมเพราะเข้าวงการทำหนังไม่ได้ แต่ไม่ช้าเขาก็ตกหลุมรักเกม
ที่ Konami โคจิม่าเข้าร่วมกับทีมที่พัฒนาเกมให้เครื่อง MSX ซึ่งเขาค่อนข้างผิดหวังเพราะอยากทำเกมให้เครื่อง Famicom ที่มีศักยภาพสูงกว่า อย่างไรก็ตาม โคจิม่าไม่ปล่อยให้ขีดจำกัดของเครื่องเกมเป็นตัวกำหนดเกมที่เขาอยากสร้าง เกมแรกของโคจิม่าในฐานะผู้ช่วยผู้กำกับอย่าง Penguin Adventure (1986) ภาคต่อของ Antarctic Adventure เขาได้เสริมระบบที่พัฒนาขึ้นจากภาคแรกอย่างมาก อย่างการอัปเกรดไอเท็มหรือฉากจบหลายแบบ ซึ่งเป็นเรื่องที่ล้ำสำหรับเกมจาก 30 ปีก่อน

หลังจากนั้น โคจิม่าและทีมเริ่มพัฒนาเกมถัดไปชื่อ Lost Warld แต่โปรเจกต์ถูกยกเลิกหลังจากพัฒนาไปได้หกเดือน เนื่องจากตัวเกมซับซ้อนเกินไปสำหรับเครื่อง MSX แต่ในข่าวร้ายก็ยังมีข่าวดี เพราะหลังจากนั้น โคจิม่าก็กลายเป็นต้นหนนำทีมพัฒนาเกมใหม่ที่มีชื่อว่า Metal Gear
“Konami อยากได้เกมสงครามเพราะคนกำลังฮิตกัน แต่ผมไม่อยากทำเหมือนคนอื่น ผมเลยหาวิธีพลิกแพลงเกม” โคจิม่าเผย
โคจิม่าดึงไอเดียจากหนัง The Great Escape และนำมาปรับใช้กับเกม เขาต้องการทำเกมที่ไม่เน้นการต่อสู้ แต่เน้นการลอบเร้นไม่ให้โดนจับได้แทน อย่างไรก็ตาม ด้วยความที่แนวคิดนี้เป็นอะไรที่แปลกใหม่ ประกอบกับการที่โคจิม่าอายุน้อยที่สุดในทีม เขาจึงประสบปัญหาที่จะเข็นไอเดียนี้ให้ออกเป็นเกม จนต้องไปปรึกษากับผู้ใหญ่ในองค์กรถึงจะได้รับการผลักดันในที่สุด
Metal Gear ออกจำหน่ายในปี 1987 ลงให้เครื่อง MSX 2 ซึ่งตัวเกมถูกนับว่าเป็นต้นแบบให้เกมลอบเร้น โคจิม่ายังขอบคุณที่เขาได้ทำงานในทีม MSX เพราะตัวเครื่องเอื้อต่อระบบแอนิเมชั่นบางอย่างที่ Famicom ไม่มี เขายังกล่าวอีกว่าถ้าเขาทำงานในทีม Famicom เขาคงคิดคอนเซ็ปต์ของ Metal Gear ไม่ได้

ตัวเกม Metal Gear ประสบความสำเร็จ และต่อยอดออกมาเป็น Metal Gear 2: Solid Snake (1990) นอกจากนี้โคจิม่าก็ได้พัฒนาเกมแนว Graphic Adventure (คล้ายกับเกมแนว Visual Novel) อย่าง Snatcher (1988) และ Policenauts (1994) ที่ผสมสานการเล่นกับการเล่าเรื่องแบบภาพยนตร์ ทั้งนี้ ผลงานที่ทำให้โคจิม่าเป็นที่รู้จักเป็นวงกว้างคือ Metal Gear Solid ที่ออกจำหน่ายในปี 1998 ให้กับเครื่อง PlayStation
ก้าวสู่แนวหน้าวงการเกม และการมองกลับมาหาครอบครัว

“ครั้งแรกที่ผมรู้สึกถึงความสำเร็จของตัวเกมก็ตอนที่ผมไปลอนดอนในปี 1999 พวกเราแวะไปที่ร้าน Forbidden Planet เพื่อโปรโมตเกม ผมเดินไปในร้านแล้วเจ้าของร้านรู้จักผม ผมแทบไม่อยากเชื่อเลย เป็นเรื่องเซอร์ไพร์สที่สุดในชีวิตผมเลย”
Metal Gear Solid ได้รับคำชมในแง่ของการผสานระหว่างเกมการเล่นที่แปลกใหม่และการเล่าเรื่องแบบภาพยนตร์ เนื้อเรื่องของตัวเกมยังพูดถึงประเด็นที่ลึกซึ้งกว่าเกมสงครามทั่วไปอย่างการตั้งคำถามถึงธรรมชาติของสงคราม หรือบทบาทของทหารในสงครามที่เปรียบดังตัวละครในเกมที่ผู้เล่นบังคับ
และด้วยความที่ตัวเกมมีการอิงเนื้อหาจากประวัติศาสตร์ โคจิม่ายังศึกษาประวัติศาสตร์ อ่านงานวิจัยเอง สำหรับแหล่งอ้างอิงในการสร้างโลกของเกมอีกด้วย
ทั้งนี้ แม้ตัวเกมจะประสบความสำเร็จระดับโลก แต่แม่ของเขากลับไม่รู้สึกเช่นนั้น โคจิม่าเล่าว่าตอนนั้นแม่เขาเลิกเล่าให้เพื่อน ๆ ฟังแล้วว่าลูกชายทำอะไรหาเลี้ยงชีพ
“แม่สนับสนุนผมมากในตอนแรก แต่หลังจากผ่านไป 10 ปี และลูกคนอื่นเริ่มเป็นใหญ่เป็นโต ผมว่าแม่คงรู้สึกเริ่มกระอักกระอ่วนกับงานผมแล้ว” โคจิม่าบอก The Guardian

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของ Metal Gear Solid ส่งผลให้เกิดเป็นภาคต่อออกมาอีกหลายภาค ไม่ว่าจะเป็น Metal Gear Solid 2: Sons of Liberty (2001) ที่ได้รับคำชมในด้านของกราฟิก เนื้่อเรื่อง และประเด็นเนื้อหาที่พูดถึงการควบคุมและบิดเบือนข้อมูล ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ล้ำยุคและเข้ากับยุคโซเชียลในปัจจุบันอย่างมาก ตัวเกม MGS 2 ทำให้โคจิม่ากลายเป็น “10 บุคคลน่าจับตามองในปี 2003” จากสื่อ Newsweek และทำให้แม่ของเขาเริ่มกลับมาพูดถึงลูกให้เพื่อน ๆ ฟังอีกครั้ง
“มันน่ารักดีนะ ตอนนั้นแม่ผมอายุ 70 แล้ว แต่ก็ตัดสินใจที่จะลองเล่นเกมที่ผมสร้าง”
และเกมที่ว่านั้นก็คือ Metal Gear Solid 3: Snake Eater (2004) ซึ่งประสบความสำเร็จทั้งด้านคำวิจารณ์และด้านยอดขาย หลายคนนับว่าเกมนี้เป็นหนึ่งในเกมที่ดีที่สุดที่เคยมี โดยคุณแม่ของโคจิม่าใช้เวลาหนึ่งปีเต็มในการเล่น พร้อมกับความช่วยเหลือจากเพื่อน ๆ ของเธอ ความสำเร็จอื่น ๆ ที่เกมนี้ประสบดูจะเล็กน้อยไปเลยเมื่อเทียบกับสิ่งนี้
ระหว่างนี้เอง Konami ก็ได้จัดตั้งทีมแยกให้โคจิม่าในปี 2005 เกิดเป็น Kojima Productions โคจิม่ากล่าวว่าการมีแผนกแยกออกมาช่วยให้เขาโฟกัสไปกับการทำเกมได้เต็มที่โดยไม่ต้องห่วงเรื่องการบริหารธุรกิจ
แม้โคจิม่าตั้งใจให้ MGS 3 เป็นภาคจบของแฟรนไชส์ และเขาตัดสินใจจะไม่นั่งแท่นกำกับ MGS ภาคถัดไป แต่ด้วยคำเรียกร้องบวกกับคำขู่เอาชีวิตจากแฟนเกม ทำให้เขากลับมากำกับ Metal Gear Solid 4: Guns of the Patriots (2011) ร่วมกับ Shuyo Murata ในภาคที่เป็นบทสรุปของ Solid Snake และ Big Boss หลังจากการผจญภัยอันยาวนานกว่า 20 ปี

หากย้อนดูภาพรวมแฟรนไชส์ Metal Gear แล้ว นอกจากเกมการเล่นที่จุดประกายเกมแนวลอบเร้น และประเด็นทางสังคมกับปรัชญาที่แฝงไว้ในเกม เรายังเห็นว่าการจากไปของพ่อเขาได้ส่งผลต่อผลงานเขาด้วย ผ่านความสัมพันธ์ของตัวละครในเกมอย่าง Solid Snake กับ Big Boss หรืออย่าง Naked Snake กับ The Boss เอง ที่ตัวเอกพยายามก้าวข้ามคนที่เป็นเหมือนพ่อที่เลี้ยงดูมา คล้ายกับตัวโคจิม่าที่ต้องรับภาระดูแลครอบครัวตั้งแต่เด็กเพราะพ่อจากไปก่อนวัยอันควร
นอกจากนี้ ฉากสุดท้ายที่ Solid Snake กับ Big Boss คุยกันใน MGS 4 ก็เป็นเหมือนการที่โคจิม่าเติมเต็มส่วนหนึ่งในใจเขา ครั้งเมื่อตัวเขาตอนเด็กนั่งรถไปโรงพยาบาลกับพ่อครั้งสุดท้าย และได้แต่เดาว่าพ่ออยากพูดอะไรกับเขา บทสนทนาครั้งสุดท้ายของตัวละครทั้งสองจึงเหมือนการที่โคจิม่าได้คุยกับพ่ออีกครั้ง

“ถ้าพ่อยังอยู่ ผมว่าเขาก็คงไม่ได้เสียใจกับเส้นทางที่ผมเลือกหรอก” โคจิม่ากล่าวกับ The Guardian
การจากลากับเกมที่เพิ่งฟูมฟัก แฟรนไชส์เกมที่พัฒนามา 20 ปี และบริษัทที่อยู่มา 30 ปี
หลังจากปลุกปั้นแฟรนไชส์เกมสายลับลอบเร้นมาเป็นเวลากว่าสองทศวรรษ ก็ได้เวลาที่โคจิม่าจะหันมาทำอะไรใหม่ ๆ โดยหนึ่งในแฟรนไชส์เกมที่โคจิม่าพูดถึงบ่อย ๆ ว่าอยากลองทำก็คือแฟรนไชส์เกมสยองขวัญของ Konami อย่าง Silent Hill ที่ในช่วง 2010 นั้น ไม่มีเกมในแฟรนไชส์นี้ที่ประสบความสำเร็จมาสักพักแล้ว
“ผมเป็นคนที่กลัวหนังสยองขวัญมาก เลยไม่แน่ใจว่าจะทำได้ไหม แต่ผมก็อยากลองทำเกมสยองขวัญที่มีแต่คนที่ขี้กลัวเท่านั้นที่ทำได้” โคจิม่ากล่าวในงาน Eurogamer Expo

และเหมือน Konami จะได้ยิน เพราะในปี 2012 โคจิม่าได้รับมอบหมายให้พัฒนาเกม Silent Hill ภาคใหม่ ถัดจากนั้นสองปีถัดมา เขาได้พัฒนาเกมกับผู้กำกับหนังชื่อดังอย่าง Guillermo Del Toro และปล่อย P.T. เกมตัวอย่างของ Silent Hill ภาคใหม่ออกมาในปี 2014 ซึ่งได้ผลตอบรับดีอย่างล้นหลาม หลายคนยกให้ P.T. เป็นหนึ่งเกมสยองขวัญที่ดีที่สุดที่เคยเล่นมา แม้ตัวเกมจะมีขนาดสั้นก็ตาม
ไม่กี่ปีก่อนหน้านี้ ในปี 2013 โคจิม่าก็ได้ประกาศเปิดตัว Metal Gear Solid V: The Phantom Pain ที่เขากล่าวว่า (แม้จะพูดแบบนี้มาหลายเกมแล้ว) จะเป็นภาคที่ “ปิดจบมหากาพย์นี้”

เรื่องทั้งหลายแหล่ดูจะไปด้วยดี จนกระทั่งในปี 2015 Konami ได้ประกาศปรับเปลี่ยนโครงสร้างบริษัท เนื่องจากทางบริษัทมองว่าต้องปรับตัวกับวงการเกมที่เปลี่ยนไป โดยจะเน้นไปที่เกมมือถือและเกมปาจิงโกะมากขึ้น แน่นอนว่าการตัดสินใจนี้ ไม่ได้แปลว่า Konami จะทิ้งเกมฟอร์มยักษ์ แต่การผลักดันเกม AAA อาจจะยากขึ้น
ในช่วงเวลานี้ สื่อหลายเจ้าได้ออกมารายงานถึงความขัดแย้งระหว่างโคจิม่าและ Konami โดยในช่วงกลางปี 2015 ทาง Konami ยังถอดชื่อของโคจิม่าออกจากหน้าเว็บและตัวอย่างของเกม MGS V ออก (โคจิม่ายืนยันว่าเขามีส่วนในการพัฒนาตัวเกม 100%)
หนำซ้ำ ในเดือนเมษายนของปี 2015 โปรเจกต์ Silent Hill ของโคจิม่าก็ถูกยกเลิก และตัวเกม P.T. ก็ถูกถอดออกจากหน้าร้านค้าออนไลน์ต่าง ๆ
ในเดือนพฤศจิกายน สตูดิโอ Kojima Production ที่ Los Angeles ก็ยังถูกปิดตัวลง
ในเดือนธันวาคมปีนั้น สื่อญี่ปุ่น Nikkei ได้รายงานว่าโคจิม่าได้ออกจาก Konami อย่างเป็นทางการ และหลังจากนั้นไม่นาน โคจิม่าก็ได้ประกาศเปิด Kojima Productions ที่ Los Angeles ขึ้นมาใหม่เป็นสตูดิโอของตัวเอง โดยมีการจับมือกับ Sony Entertainment เป็นหุ้นส่วน
“วันนี้ถือเป็นการเริ่มต้นใหม่ของผม ผมสัญญาว่าจะสร้างสรรค์ต่อไปตราบเท่าที่ยังมีชีวิตอยู่” โคจิม่าประกาศผ่าน Twitter
จนถึงทุกวันนี้ เหตุผลของการแตกหักระหว่างโคจิม่า และ Konami ก็ยังไม่เป็นที่แน่ชัด โคจิม่าอาจทำอะไรผิดใจกับคนใหญ่คนโตที่ Konami จึงโดนเพ่งเล็ง หรืออาจเป็นเพราะความขัดแย้งทางความคิดสร้างสรรค์กับผลประโยชน์ทางธุรกิจ สุดท้ายแล้วก็ไม่มีเหตุผลที่ทั้งสองฝ่ายจะต้องออกมายืนยันทั้งคู่
ถนนสายใหม่ และการจากไปของผู้เป็นที่รัก

การขยับมาเป็นเสาหลักของ Kojima Produtions เป็นเหมือนดาบสองคม โคจิม่าเปิดใจว่า มันยากที่จะทำอะไรล้ำ ๆ เมื่อทุกวิสัยทัศน์กลับถูกภาพลักษณ์ของบริษัทและผลประโยชน์ทางการเงินมาขวางกั้น ซึ่งแน่นอนว่าการก้าวไปทำสตูดิโอของตัวเองที่ไม่ได้มีชื่ออยู่ในตลาดหลักทรัพย์ก็ลบข้อจำกัดนี้ได้ แต่ในขณะเดียวกัน หากตัวเกมไม่ประสบความสำเร็จ ก็อาจเป็นจุดจบของสตูดิโอ และทำให้พนักงานตกงานได้
อย่างไรก็ดี ในตอนนี้ โคจิม่าก็มีไอเดียสำหรับเกมถัดไปแล้ว เขาต้องการสร้างเกมที่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการเชื่อมต่อระหว่างผู้คน ท่ามกลางโลกที่ผู้คนต่างสร้างกำแพง และเริ่มชินชากับการอยู่อย่างเดียวดาย ซึ่งไอเดียนั้นก็กำเนิดเป็นเกม Death Stranding
โคจิม่ากล่าวว่าเขาได้แรงบันดาลใจมาจากภาพยนตร์ Taxi Driver เนื่องจากเขาเห็นตัวเอกรู้สึกโดดเดี่ยว นั่นทำให้เขารู้สึกโล่งใจที่ตัวเองไม่ได้รู้สึกโดดเดี่ยวแปลกแยกเพียงลำพัง
เกม Death Stranding เปิดตัวในปี 2016 โดยตัวเกมจะให้ผู้เล่นได้เล่นเป็น Sam Porter Bridges นักส่งของที่ต้องส่งทรัพยากรและฟื้นฟูระบบเครือข่ายการสื่อสารท่ามกลางโลกที่ล่มสลาย โดยความน่าสนใจของเกมคือ ผู้เล่นจะเชื่อมต่อกันในเกมแม้จะไม่เห็นอีกฝ่าย และสามารถช่วยกันสร้างถนนหรือสะพานให้กันเพื่อคอยช่วยกันและกันได้

ตัวเกม DS ยังแสดงถึงการเปลี่ยนผ่านบทบาทของโคจิม่าจากลูกที่ต้องรับหน้าที่แทนพ่อ อย่าง Snake และ Big Boss สู่บทบาทของพ่อที่คอยดูแลลูกชายทั้งสองคน อย่าง Sam และ BB
“แฟรนไชส์ Metal Gear พูดถึงการก้าวข้ามผู้เป็นพ่อ แต่ Death Stranding นั้นตรงข้าม คุณเล่นเป็นพ่อที่คอยปกป้องลูก” โคจิม่าเผยกับ Edge magazine
ทั้งนี้ หลังจากออกมาก่อตั้งสตูดิโอเองและกำลังพัฒนาเกม DS โคจิม่าตัดสินใจปิดเรื่องนี้กับแม่ของเขา เพราะไม่อยากให้แม่เป็นห่วง โดยโคจิม่าตั้งใจจะบอกแม่ของเขาตอนที่เขาประสบความสำเร็จ

แต่เวลานั้นก็ไม่มาถึง เพราะคุณแม่ของโคจิม่ากลับจากไปเสียก่อนที่ตัวเกมจะเสร็จ ทิ้งไว้เพียงความทรงจำและความเสียดายในใจโคจิม่าที่ไม่ได้บอกแม่เขาไปก่อน
“พวกผีในเกม บางทีพ่อแม่ผมอาจจะเป็นหนึ่งในนั้น มองผมมายังโลกนี้ […] ผมเชื่อว่าภายในตัวเรายังมีส่วนหนึ่งที่เชื่อมกับคนที่จากไปอยู่” โคจิม่ากล่าว
ความสำเร็จครั้งใหม่ และการมาถึงของโรคระบาด
Death Stranding วางจำหน่ายในปี 2019 ให้กับ PlayStation พร้อมเสียงตอบรับที่แตกเป็นสองฝั่ง ตัวเกมเด่นในด้านงานภาพ เนื้อเรื่อง และเกมการเล่นอันแปลกใหม่ แต่ผู้เล่นบางส่วนก็มองว่าตัวเกมมีจังหวะการเล่าเรื่องที่เชื่องช้า ซึ่งก็เป็นความตั้งใจของโคจิม่าที่ให้ผู้เล่นค่อย ๆ ซึมซับการเล่นเหมือนเด็กหัดเดิน อย่างไรก็ดี Death Stranding ประสบความสำเร็จในยอดขาย และก็มีตัวอย่างจากชีวิตจริง ที่ผู้คนรู้จักกันเพราะช่วยเหลือกันในเกม

“โคจิม่าเชื่อในความเป็นไปได้ของความรักและมนุษยธรรม เขายังเชื่อในความเย็นชาและความโหดร้ายของเครื่องจักรทำลายล้าง […] และเขาไม่กลัวที่จะผสานสองสิ่งเข้าด้วยกัน” Guillermo del Toro กล่าวกับทาง TIFF ถึงความพิเศษของโคจิม่า
ตัวเกม DS ไม่ได้เป็นเพียงความพยายามที่จะเชื่อมผู้คนเท่านั้น แต่มันยังเป็นตัวเชื่อมความชื่นชอบในเกมและหนังของโคจิม่า โดยตัวเกมได้นักแสดงชื่อดังมาเป็นโมเดลในเกม เช่น Léa Seydoux, Mads Mikkelsen หรือ Margaret Qualley รวมไปถึง Guillermo del Toro และ Norman Reedus ที่เคยร่วมงานกันใน P.T. ก่อนที่โปรเจกต์จะถูกยุบ นอกจากนี้ ในปี 2023 ตัวเกม DS ก็ได้ประกาศว่าจะถูกสร้างเป็นหนังโดยค่าย A24 เช่นกัน
ทั้งนี้ หลังจากตัวเกมปล่อยออกมาไม่นาน โลกก็ได้เผชิญกับความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จากโรคระบาดโควิด 19 ที่ทำให้ประเด็นจากเกมเรื่องการแยกตัวทางสังคม การเชื่อมต่อผ่านโลกออนไลน์ และความสำคัญของอาชีพขนส่ง ถูกสะท้อนในโลกแห่งความจริงมากขึ้น
“ผมไม่อยากจะทำนายอนาคตอีกแล้ว” โคจิม่ากล่าวในงาน The Game Awards 2022

นอกจากนี้ โควิด 19 ยังทำให้โคจิม่าเปลี่ยนแนวทางเกม Death Stranding 2 ที่จากเดิมเขียนบทเสร็จแล้ว แต่เมื่อเจอกับโรคระบาด เขาก็เริ่มเขียนใหม่แต่ต้น เพื่อสะท้อนสิ่งที่ผู้คนเผชิญในยุคโควิด
โควิด 19 ไม่ได้เป็นสิ่งเดียวที่ทำให้ Death Stranding 2 ต้องเลื่อนออกไปอีก เพราะโคจิม่าตัดสินใจแก้ไขตัวเกมเมื่อเขาพบว่าผู้เล่นที่มาทดสอบเกมนั้น ชอบตัวเกมกันมาก ซึ่งในมุมมองของโคจิม่า นั่นแปลว่าตัวเกมนั้นธรรมดาเกินไป
“นั่นแปลว่าตัวเกมมันถูกย่อยมาให้คนชอบแล้ว และผมไม่อยากได้แบบนั้น ผมอยากให้ผู้เล่นหันมาชอบเกมจากที่ตอนแรกพวกเขาไม่ชอบ เพราะนั่นคือสิ่งที่จะทำให้คุณรักเกมนั้นจริง ๆ” โคจิม่ากล่าว
สิ่งค้างคา และเวลาที่ลดลง

ดั่งนักสร้างสรรค์ผู้สนั่นวงการภาพยนตร์หลายคน ตั้งแต่อากิระ คุโรซาวะที่กล่าวในบั้นปลายชีวิตว่า เขาเพิ่งเห็นถึงความเป็นไปได้ของภาพยนตร์ แต่ก็สายไปเสียแล้ว หรือมาร์ติน สกอร์เซซีในวัย 80 ที่กล่าวว่าโลกทั้งใบได้เปิดทางให้กับเขา แต่มันก็สายเกินไปแล้ว โคจิม่าในวัย 60 ที่มีประสบการณ์มากขึ้น ก็ถึงเวลาหันกลับมามองเวลาที่เหลืออยู่ของตน
ในช่วงโควิด 19 โรคระบาดไม่ได้แค่ส่งผลกับผลงานของโคจิม่าเท่านั้น แต่รวมไปถึงตัวเขาเองด้วย เพราะในปี 2020 โคจิม่าในวัย 58 ปี ก็ล้มป่วยลงอย่างรุนแรง นอกจากนี้ เขายังมีปัญหาทางสายตาที่ทำให้ไม่สามารถดูหนังได้ จนต้องรับการผ่าตัด ซึ่งนั่นเป็นครั้งแรกที่โคจิม่าต้องกลับมาคิดจริงจังว่าตัวเองอยากทำอะไรกับเวลาที่เหลืออยู่
“ผมคิดว่าจะไม่หายดีแล้ว ผมรู้สึกว่าตัวเองอาจไม่ได้สร้างเกมดี ๆ ได้อีก” เขากล่าวกับ GQ
อาการป่วยครั้งนั้นทำให้โคจิม่าพยายามเร่งผลักดันผลงานออกมา โดย Death Stranding 2 ก็ได้ออกวางจำหน่ายในปี 2025 และในระหว่างนั้นโคจิม่าก็ได้ประกาศเกมใหม่อีกสองเกมได้แก่เกมสยองขวัญ OD และเกมสายลับลอบเร้น Physint

สำหรับ OD โคจิม่ากล่าวว่าเขาต้องการสร้างเกมที่น่ากลัวจนเกินขีดที่รับได้ของผู้เล่น และพยายามที่จะสร้างเกมที่มีระบบการเล่นแบบใหม่ ซึ่งเขาก็ไม่แน่ใจว่าจะได้ผลไหม โดยโคจิม่ายังกล่าวอีกว่า เขาอยากท่องไปสถานที่น่ากลัวทั่วโลกเพื่อไปสแกนผีมาใช้ในเกม
“ผมอยากสแกนผีเป็นคนแรก และถ้าทำได้ ผมก็อยากได้รางวัลด้วย” โคจิม่าเผยในงาน Beyond the Strand
การทำ OD เป็นเหมือนการสานต่อโปรเจกต์ในฝันที่ไปไม่ถึงฝั่งของเขาอย่าง Silent Hill แต่โคจิม่าก็มีอีกเกมที่ทำมาเพื่อแฟน ๆ เช่นกัน ซึ่งเกมนั้นก็คือ Physint

“สำหรับ Physint ด้วยความที่มันเป็นเกมสปายลอบเร้น ให้ผมทำตอนนอนก็ยังได้” โคจิม่ากล่าวติดตลกกับสื่อ An An ถึงความคุ้นชินกับเกมแนวนี้
โคจิม่ามองว่า จากอาการป่วยของเขาช่วงโควิด เขาอาจมีเวลาเหลืออยู่ไม่มาก และถ้าแฟน ๆ อยากให้เขากลับมาทำเกมที่คล้ายกับ Metal Gear Solid เขาก็จะทำ แต่แน่นอนว่า Physint จะมีการเพิ่มลูกเล่นใหม่ ๆ และมีความพยายามในการผลักดันเส้นแบ่งระหว่างหนังกับเกมมากขึ้น
หลังจาก Physint โคจิม่าเผยว่าเขาอยากลองกลับไปทำในสิ่งที่จุดประกายเขาตั้งแต่ต้นดู นั่นคือการทำหนัง เพราะถ้าหลังจากนั้นเขาอาจจะแก่เกินไปแล้ว
เปลวไฟ แรงบันดาลใจ และอนาคต

หากมองย้อนกลับไปในชีวิตของชายผู้นี้ จะให้สรุปสั้น ๆ ก็คงยาก แต่ชีวิตของโคจิม่านั้น เราจะเห็นถึงการพยายามทำในสิ่งที่ชอบ แม้จะขัดกับขนบสังคม การพยายามประยุกต์สื่อต่าง ๆ ให้เกิดเป็นผลงานใหม่ ๆ แทนที่จะเสพแต่สื่อเดียว และการพยายามแหวกขนบสื่อในการเล่าเรื่องที่เขาหลงไหล แม้เขาจะเดินในเส้นทางที่น้อยคนเดินตอนที่เริ่มเข้าวงการ แต่ก็ได้รับการสนับสนุนจากครอบครัว เพื่อนร่วมงาน และแฟน ๆ มาตลอด
โคจิม่ามองว่าหากวาระสุดท้ายมาถึง ก็อยากให้ Kojima Productions ยังคงสร้างเกมที่ผลักดันวงการเกมต่อไป พร้อมทิ้งไอเดียเกมไว้ให้ทีมงานแล้ว แต่อย่างไรก็ตาม เขาไม่อยากให้ใครมาสืบทอด “รับคบเพลิง” ต่อจากเขา แต่อยากให้คน “รับเปลวไฟดวงเล็ก ๆ” ไปเป็นแรงบันดาลใจให้กับการสร้างสิ่งใหม่ ๆ แทนการต่อยอดสิ่งที่เขาทำโดยตรงเมื่อเขาจากไป
แต่สุดท้ายแล้ว จนกว่าวันนั้นจะมาถึง โคจิม่าที่เพิ่งก้าวเข้าสู่วัย 63 ปี ก็ได้สัญญากับแฟน ๆ ว่า เขายังคงมุ่งมั่นทำเกมต่อไป
แหล่งข้อมูล:
https://www.gq-magazine.co.uk/article/hideo-kojima-interview
https://www.reddit.com/r/OD_Kojima/comments/1t2h066/kojima_says_od_a_game_i_have_always_wanted_to/
https://www.wired.com/story/how-covid-19-changed-hideo-kojimas-vision-for-death-stranding-2/
https://www.reddit.com/r/OD_Kojima/comments/1t2h066/kojima_says_od_a_game_i_have_always_wanted_to/
https://stratpack.blog/2024/09/13/hideo-kojima-connecting-worlds
https://www.theguardian.com/technology/gamesblog/2012/may/23/hideo-kojima-interview-part-1
https://www.yokogaomag.com/editorial/hideo-kojima
https://www.theguardian.com/technology/gamesblog/2012/may/23/hideo-kojima-interview-part-1
https://www.yahoo.Vulture: H. Kojima admits to regrets about not telling his mother about DS. “He appears shaken as he says it.” : r/DeathStrandingcom/entertainment/articles/hideo-kojima-says-loss-father-155241641.html?guccounter=1&guce_referrer=aHR0cHM6Ly93d3cuZ29vZ2xlLmNvbS8&guce_referrer_sig=AQAAAGYpk5whW-Vl0PhO4TH-lF7OelW24vy83C9P31TyPGdD7jk5OnZuQRWdcO7ZNctHQW2uZevK08KCESSkXDfuSYCTgtEmwg-xQBRdatEVPqy4GQ2ZlplZtKRpPhEvorGyhqj-rkUeKXZZ6mN919FAiGBmGu9D6wcAxofT8nIyTo5z
https://www.bridgestone.com/bwsc/stories/article/2019/11/6-1.html
https://www.gq-magazine.co.uk/article/hideo-kojima-interview












