Dance Dance Revolution อีกหนึ่งปรากฏการณ์ของวงการอาร์เคดในประเทศไทย


ถ้าหากพูดถึงสิ่งที่เป็นปรากฏการณ์ที่เกี่ยวข้องกับเกมตู้หรือเกมอาร์เคดในบ้านเรา มีเกมอยู่เกมหนึ่งที่เรียกได้ว่าสร้างกระแสจนเป็นเทรนด์ที่ทุกคนรู้จักกันทั้งประเทศ เป็นเกมที่เล่นได้ทุกเพศทุกวัย แถมยังได้ออกกำลังกายยืดเส้นยืดสายโชว์สเต็ปออกลวดลายในการเต้นให้คนอื่นได้เห็นกัน เกริ่นมาขนาดนี้ทุกคนคงรู้แล้วว่าเป็นเกมอะไร เกมนั้นก็คือ DDR หรือ Dance Dance Revolution นั้นเอง

ย้อนกลับไปในปี 1998 กันอีกครั้ง ในยุคที่เกมอาร์เคดของบ้านเราและทั่วโลกบูมถึงขีดสุด มีเกมอาร์เคดหลายแนวให้เลือกเล่นเล่นทั้งเกมต่อสู้ ยิงปืน แข่งรถ และอีกมากมาย แต่ที่เริ่มโดดเด่นขึ้นมาในปีนี้คือเกมแนวใหม่ที่เพิ่งถือกำเนิดขึ้นนั้นก็คือ Music game หรือเกมแนวดนตรีที่เริ่มต้นกับ Beatmania ในปี 1997 ที่เป็นเกมกดตามจังหวะเพลงเกมแรก ๆ ของโลก และได้รับความนิยมในวงกว้างอย่างรวดเร็วเพราะความแปลกใหม่ที่เคยมีใครทำมาก่อนที่เอาวิดีโอเกมมารวมกับการกดเข้าจังหวะดนตรี สร้างเป็นทำนองที่ไพเราะออกมา และเพลงแต่ละเพลงในเกมนั้นก็ติดหูคนฟังอย่างยิ่ง เสริมให้การเล่นเกมในร้านเกมตู้สนุกขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง โดยตู้ Beatmania ในบ้านเรามีการนำเข้ามาให้เล่นที่เมเจอร์ รัชโยธินในสมัยเมื่อ 20 ปีก่อน และมีคนให้ความสนใจกันอยู่พอสมควร แต่ก็ถูก Music Game จากเกาหลีใต้นาม EZ2DJ มาแย่งสปอตไปเพราะมีตู้กระจายอยู่หลายที่มากกว่า

และในที่สุดปี 1998 Music Game ที่เรียกได้ว่าโด่งดังที่สุดก็ได้ฤกษ์เผยโฉมในเดือนกันยายนปีนั้น ในชื่อ Dance Dance Revolution

Dance Dance Revolution หรือ DDR คือผลงานจากค่าย Konami ที่เป็น Music Game เกมแรกที่เปลี่ยนจากการกดปุ่มให้เข้าจังหวะกับดนตรี เปลี่ยนมาเป็นเต้นให้ตรงกับจังหวะของเสียงเพลง และใช้เท้าในการเหยียบลูกศรบนล่างซ้ายขวาแทนที่จะเป็นการกดปุ่มแบบ Beatmania ทำให้ใช้การขยับร่างกายเพื่อกดปุ่มมากกว่าปกติ และการกดปุ่มที่เป็นลูกศรนั้นดูง่ายกว่ากดแบบปุ่มขาวน้ำเงินใน Beatmania และด้วยลักษณะการเล่นที่เป็นการเต้นนี้เอง ทำให้ผู้เล่นสามารถสร้างสรรค์ท่าเต็มในรูปแบบเฉพาะตัวที่เข้ากับเพลงนั้น ๆ ได้อย่างหลากหลายอีกด้วย จนได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว และมีระดับความยากให้เลือกเล่นตามแต่ที่ผู้เล่นจะท้าทายอีกหลายแบบ

ส่วนหนึ่งของผู้เล่นแบบ Style ที่เน้นการออกท่าทางมากกว่าการเต้นเก็บคะแนนที่ได้เห็นทีไรเป็นต้องหยุดดูทุกที

แน่นอนว่าความนิยมไม่ได้หยุดแค่ในญี่ปุ่นหรือต่างประเทศเท่านั้น ในบ้านเราเองเกม DDR นั้นก็ได้รับความนิยมอย่างสุดกู่ไม่แพ้เกมแนวดนตรีเกมอื่น ๆ มีกลุ่มผู้เล่นรวมตัวกันในเกือบทุกห้างสรรพสินค้าเพื่อต่อคิวเล่นเกมเต้นทั้งขาจรและขาประจำ สำหรับผู้เขียนเอง ที่ ๆ เป็นแหล่งรวมผู้เล่น DDR ในสมัยนั้นที่คึกคักที่สุดก็คงหนีไม่พ้นห้างเซ็นทรัลลาดพร้าวชั้นใต้ดิน ที่มีเหล่าผู้เล่นรวมตัวกันอย่างเหนียวแน่น และเป็นแหล่งรวมตัวผู้เล่น DDR ที่รวมตัวกันมายาวนานที่สุดที่หนึ่ง โดยในสมัยนั้นที่เซ็นทรัลลาดพร้าวเป็นที่เดียวที่ตู้ DDR ภาค 8ที่มีเพลงให้เลือกเยอะที่สุดและสภาพตู้ก็ถือว่าอยู่ในระดับที่เล่นได้ ก่อนที่จะเลือนหายไปกับกาลเวลา แต่ทุกวันนี้สำหรับผู้เขียนเองก็มีเพื่อนสนิทที่รู้จักกันจากหน้าตู้เกมเต้นแห่งนี้มากมาย และยังคงคบหากันมาจนถึงทุกวันนี้อยู่อีกหลายคน

ด้วยความนิยมอย่างฉุดไม่อยู่ของ DDR ทำให้มันมีภาคต่อออกมาอีกมากมายทั้งบนเกมตู้และเครื่องคอนโซล มีเพลงหลายเพลงที่อยู่ในความทรงจำอย่างเช่น Boom Boom Dollar, Butterfly ที่เปิดกันทั่วบ้านทั่วเมืองลามไปถึงในผับยอดนิยมทั้งหลาย และเกมนี้ก็น่าจะทำให้หลายคนเริ่มรู้จักกับแนวดนตรีที่หลากหลายมากขึ้นจนพัฒนาไปสู่การค้นหาเพลงแนวเดียวกันมาฟังเพื่อเปิดโลกทัศน์ทางดนตรีของตัวเองให้กว้างไกลขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง

ถ้าพูดถึงเพลงฮิตของเกม DDR ในยุคแรก ๆ ก็คงหนีไม่พ้นเพลงนี้แน่นอน

สำหรับปัจจุบันนี้ Dance Dance Revolution ก็ยังคงมีภาคต่อมาจนถึงปัจจุบันนี้ในชื่อ Dance Dance Revolution A ที่ออกมาในปี 2016 และมีการอัพเดตเพิ่มเพลงใหม่สลับสับเปลี่ยนเข้าไปอยู่สม่ำเสมอและมีลูกเล่นเพิ่มขึ้นอย่างมากมายจากภาคเก่า แม้ในปัจจุบันนี้จำนวนผู้เล่นจะเทียบไม่ได้จากในสมัยเก่า แต่ก็ยังอยู่ในระดับที่มีพอสมควร รวมไปถึงจำนวนของผู้เล่นเกมแนวดนตรีที่ยังคงเหนียวแน่นมาจนทุกวันนี้และมีผู้เล่นใหม่เกิดขึ้นอย่างมากมาย

Dance Dance Revolution A ภาคล่าสุดของเกมเต้นที่มีการอัพเดตเพลงในเครื่องอยู่อย่างต่อเนื่อง

แม้ในทุกวันนี้ร้านเกมอาร์เคดในบ้านเราจะอยู่ในช่วงที่ความนิยมเสื่อมลงไปตามกาลเวลา แต่สำหรับเกมแนวดนตรีแล้วถือว่ายังอยู่ได้เพราะมีฐานผู้เล่นที่เหนียวแน่นและเล่นกันอยู่อย่างต่อเนื่อง และ Dance Dance Revolution ก็ถือเป็นหนึ่งในเกมที่ช่วยส่งเสริมให้เกมเมอร์และคนทั่วไปได้รับรู้ถึงความสนุกของเกมแนวดนตรีที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น แม้ในทุกวันนี้เกม DDR จะเต็มไปด้วยเพลงที่มีโน้ตให้กดระดับบ้าคลั่งจนขาแทบจะพันกันอยู่แล้วก็ตาม ถือเป็นอีกหนึ่งเกมที่ช่วยปักหมุดสร้างหลักไมล์ที่สำคัญให้กับวงการเกมตู้และ Music Game มาจนถึงทุกวันนี้ครับ