BY Zreast
11 Feb 25 10:00 pm

พรีวิว Monster Hunter Wilds โค้งสุดท้ายก่อนเกมออก

707 Views

“ล้ำขึ้น” “ใหญ่ขึ้น” และ “ดุขึ้น” กว่าเดิม นี่คือคำนิยามง่าย ๆ ที่เรามอบให้ “Monster Hunter Wilds” เกมภาคใหม่ ที่เรียกได้ว่าเป็นการเปิด Generation 6 อย่างเป็นทางการ ของแฟรนไชส์ Monster Hunter

ซึ่งเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา พวกเราได้รับเชิญจาก Capcom ให้ไปลองจับ ไปลองเล่นกันมาเรียบร้อย ตัวเกมเวอร์ชันนี้น่าจะใกล้เคียงกับเวอร์ชันเต็มมากแล้ว ถ้าเทียบกับ Open Beta รอบที่ผ่าน ๆ มา

ดังนั้นวันนี้ พวกเราขอถือโอกาสมาจับเข่าเล่าสู่กันฟัง จากฮันเตอร์สู่ฮันเตอร์ ว่าเกมภาคนี้มีอะไรใหม่, มีจุดไหนที่น่าสนใจบ้าง แล้วมือใหม่จะเริ่มต้นกับภาคนี้ได้หรือเปล่า… มาหาคำตอบในพรีวิวนี้ได้เลย

ภาพรวมของเกม

“Monster Hunter Wilds” คือภาคต่อของเกมแอ็กชันแนวตั้งตี้จับอาวุธไปบวกมอนสเตอร์ ซึ่งหลังจากที่มันเปิดตัวมา ก็ต้องใช้คำว่า “โลกสะเทือน” และกลายเป็นว่าทุกสายตาต่างจับจ้อง เฝ้ารอให้เกมนี้ออกมาไว ๆ

ซึ่ง ณ ตอนนี้ แฟน ๆ ซีรีส์มอนฮันฯ ก็น่าจะได้ลองเล่นเวอร์ชัน Open Beta และรู้จักตัวเกมกันไปพอสมควรแล้ว แต่อย่างไรเราก็จะขอเกริ่น ปูพื้นฐานกันไว้สักหน่อย เผื่อมือใหม่ที่อยากเริ่มต้นกับภาคนี้ หรือคนที่ยังไม่ได้ลองเล่น Beta กะว่าจะเก็บไว้ซัดในเกมเต็ม ก็จะได้เข้าใจตรงกัน

โดย Monster Hunter Wilds เป็นภาคที่ทีมงาน Capcom ใส่ความทะเยอทะยานเข้ามาเต็มสูบ เห็นชัดที่สุดก็คือขนาด Map ในเกมที่ใหญ่ขึ้นมาก ๆ ถ้าเทียบกับภาคหลักภาคที่แล้วอย่าง Monster Hunter World

ซึ่งในความที่ Map ใหญ่ขึ้น ทีมงานก็เลยเพิ่มระบบสัตว์ขี่เข้ามาด้วยเพื่อร่นระยะเวลาเดินทาง โดยสัตว์ขี่ภาคนี้จะเรียกว่า “Seikret” ที่จะบังคับอิสระ หรือจะปักหมุดให้น้องไปส่งถึงที่เลยก็ทำได้ แถม Seikret ก็สามารถพาเราบินร่อนลงมาจากที่สูง หรือไต่ไปตามกำแพงเถาวัลย์ได้อย่างรวดเร็ว

นอกจากนี้ ระบบที่เป็นไฮไลต์ของภาค Wilds ก็คือคุณสามารถพกอาวุธติดตัวไปได้ 2 ชิ้นเลย อาวุธแต่ละชิ้น สามารถสับเปลี่ยนได้ในระหว่างขี่ Seikret อยู่ มันทำให้เกมการเล่นมีความยืดหยุ่นมาก ๆ ถ้ารู้สึกว่าสู้มอนฯ ตัวไหนไม่ค่อยเข้ามือ ก็สามารถเรียก Seikret มาขี่แล้วสับเปลี่ยนเป็นอาวุธอีกชิ้นได้ทันที ไม่ต้องเสียเวลากลับไปตั้งหลักใหม่ที่แคมป์

โดยทั้งหมดที่ว่ามานี้ เป็นสิ่งที่ผู้เล่น Open Beta น่าจะรู้กันอยู่แล้ว เพราะตัวเกมเวอร์ชันดังกล่าวเปิดให้เข้าไปลองระบบพื้นฐานได้เยอะทีเดียว

สถานที่ในเกม

ดังนั้นมาดูของใหม่กันบ้าง โดยในเวอร์ชันที่เราได้เล่น ทาง Capcom ให้เรายิงยาวตั้งแต่เริ่มเกมไปจนถึงจุดหนึ่งของเกมเลย ซึ่งมันทำให้พอเห็นภาพรวมว่า Monster Hunter Wilds ไม่เชิงเป็น Open World ขนาดนั้น ตัวเกมยังคงแบ่งเป็นโซน ๆ ที่มีสภาพแวดล้อมและระบบนิเวศน์ต่างกันไป

โดยที่ทีมงานเปิดเผยมาแล้วตอนนี้

  • โซนแรกคือ “Windward Plains” หรือเขตทะเลทราย สถานที่แรกสุดที่เราเห็นกันตอนเกมเปิดตัว

  • โซนที่ 2 คือ “Scarlet Forest” ป่าดิบชื้นที่มีแหล่งน้ำเป็นสีแดง

  • โซนที่ 3 คือ “Oilwell Basin” ที่คล้าย ๆ ถ้ำภูเขาไฟใต้น้ำ

  • และโซนที่ 4 คือ Iceshard Cliffs ซึ่งทาง Capcom เปิดให้พวกเราได้ลองเล่นกันเล็กน้อย 1 Mission
    โดยเท่าที่เห็น ก็เป็นโซนหิมะปกติคล้ายภาคก่อน ๆ แต่ที่เราลองจะยังได้อยู่แค่แถว ๆ ใต้ดิน ดังนั้นก็ยังไม่รู้ว่าจะมีพื้นที่เปิดโล่งอะไรบ้างหรือไม่

ทีนี้จะมีอยู่ 1-2 จุด ที่น่าสนใจ อย่างแรกเลยคือระบบสภาพอากาศของเกมนี้ มันจะมีความ Dynamic มาก อย่างที่หลายคนเคยเห็นในโซน Windward Plains ที่บางทีก็เปลี่ยนจากอากาศสดใส เป็นพายุสายฟ้า ไม่ก็มีหมอกลง ซึ่งมันเป็นการเปลี่ยนแบบ Real-time เลย

ส่วนนี้ใน Map อื่นอย่าง Scarlet Forest ก็มีเหมือนกัน แต่พอมันเป็นอากาศแบบฝนตกเฉย ๆ ก็จะไม่ได้ว้าวเหมือนโซนทะเลทรายเท่าไร เท่าที่เราได้ลองเล่นมา

และอีกอย่างคือแต่ละโซนน่าจะเชื่อมถึงกันหมดด้วย เพราะจากที่เห็น เราสามารถเดินข้ามจากโซนทะเลทราย เข้าโซนป่าได้เลยแบบไร้รอยต่อ ไม่มี Loading Screen ใด ๆ ซึ่งเรื่องพวกนี้ก็เป็นตัวอย่างที่ดี ว่าภาค Wilds มีการขยับเทคโนโลยีขึ้นมาให้ทันสมัยแล้ว และจะช่วยเพิ่มความ Immersive ได้แน่นอนไม่มากก็น้อย

มอนสเตอร์

พอเป็นเกมมอนฮันฯ จะไม่พูดถึงเรื่องมอนสเตอร์เลยก็คงยังไง ๆ อยู่ โดยส่วนนี้เราจะขอรวบรัด เล่าเฉพาะตัวที่ได้เจอ และยังไม่มีในเวอร์ชัน Beta อันแรก

Quematrice

ตัวแรกเลยคือ “Quematrice” หรือก็คือมอนฯ ที่คล้าย ๆ ไก่ผสมนกยูง ตัวนี้เราแอบแปลกใจเหมือนกันเพราะเห็นทีแรกนึกว่าจะเป็นมอนฯ ที่มีความแพรวพราว แล้วก็อาจจะได้เจอช่วงกลาง ๆ เกมอะไรแบบนี้ แต่เอาเข้าจริงแล้วเกมก็จับมาให้เจอในเนื้อเรื่องตั้งแต่แรก ๆ เลย ซึ่งพวก Moveset ก็จะค่อนข้างเชื่องช้าตามประสามอนต้นเกม และหลาย ๆ ท่าก็ไม่ได้อันตรายอย่างที่คิด

ก็คงต้องรอดูว่าภาค Wilds จะมีแบ่งความยากเป็น Low Rank กับ High Rank เหมือนเดิมหรือไม่ ให้เราได้เจอมอนฯ พวกนี้ในเวอร์ชันที่ดุขึ้นกว่าเดิม

Lala Barina

มอนสเตอร์แมงมุมที่อยู่ในโซน Scarlet Forest, นี่ก็เป็นอีกตัวที่เราแปลกใจเหมือนกันเพราะไซส์มันไม่ได้ใหญ่อย่างที่นึกไว้แบบตอนที่เห็นใน Trailer

แต่ถึงอย่างไร ต้องบอกตรง ๆ เลยว่าท่วงท่าการโจมตีของมันดูแปลกใหม่มากสำหรับเกม Monster Hunter เพราะท่วงท่าจะมีการอ้างอิงมาจากการเต้นบัลเล่ต์นิด ๆ แถมมีความชักกระตุก มีความหน่วงบ้าง/ไวบ้าง แอบคล้ายหนังสยองขวัญเหมือนกัน ทำให้เราจับจังหวะค่อนข้างยาก แต่โดยรวมก็ดูสง่างามด้วยในเวลาเดียวกัน

Congalala

หนึ่งใน Returning Monster (มอนสเตอร์จากภาคเก่าที่กลับมาในภาค Wilds) ที่ยังคงมีท่าโจมตีแบบกวน ๆ ป่วน ๆ และมีท่าปล่อยลมตดที่เรียกได้ว่าเป็นซิกเนเจอร์ ซึ่งทั้งโมเดลและการเคลื่อนไหวต่าง ๆ ก็ถูกอัปเกรดให้ดีขึ้นเยอะมาก ตามเทคโนโลยีในปัจจุบัน

Uth Duna

ส่วนมอนสเตอร์ระดับ Apex Predator หรือเรียกง่าย ๆ ก็คือเป็นบอสประจำแต่ละโซน อันนี้เราก็ได้เจอกับ “Uth Duna” ด้วย ซึ่งประจำการอยู่ที่แหล่งน้ำของ Scarlet Forest และตัวไฟต์ก็จะมีความยาก&ซับซ้อนขึ้นมาแล้ว ตามมาตรฐานของมอนฯ ตัวเป้งๆ ใน Monster Hunter ซึ่งท่าโจมตีก็จะมีดาเมจที่หนักหน่วง และคิดว่าน่าจะเป็นกำแพงเบา ๆ ให้ฮันเตอร์ได้กลับไปคราฟต์ชุดมาใส่ให้ตัวเองถึกขึ้นสักหน่อย

Nerscylla

มอนฯ ประเภทแมงมุมอีกตัว ที่เป็น Returning มาจากเกมภาค 4 ดังนั้นฮันเตอร์หน้าเก่าก็น่าจะรู้มือกันประมาณนึง ซึ่งในไฟต์นี้ ทางทีมงานจะให้เรา Skip มาเล่นในโซนหิมะแล้ว ก็ดูแปลกใหม่แปลกตาดี และยังเดาไม่ถูกเหมือนกันว่าโซนนี้มันเป็นช่วงกลางเกม หรือท้ายเกมแล้ว

ที่จริงทาง Capcom จะมีให้สู้กับมอนฯ ใหม่ของภาคนี้อีกตัวด้วย ชื่อ “Rompopolo แต่อันนี้เราก็เลือกมาเจอกับ Nerscylla แทน เพราะเป็นตัวที่ยังไม่ได้โผล่มาใน Trailer (ณ เวลาที่เราได้ลองเล่น) และน่าจะได้เห็นอะไรใหม่ ๆ เยอะกว่า

เนื้อเรื่องและการนำเสนอ

เราขอมอบก่อนเลยว่าเรากด X รัว ๆ ให้ตัวละครพูดคุยไปไว ๆ เพราะกลัวเล่นไม่ทันเวลา ดังนั้นก็เลยยังไม่ค่อยรู้เนื้อเรื่องอะไรมาก แต่เอาจากที่เห็นพวกคัตซีน พวก Sequence ต่าง ๆ ก็มีแนวโน้มว่าภาคนี้ Capcom จะตั้งใจเล่าเนื้อเรื่องมาก ๆ ถ้าเทียบกับภาค World หรือภาค Rise

และตัวเกมก็ค่อนข้างให้เวลากับการปูเนื้อเรื่อง, การแนะนำตัวละคร หรือพวกฉากเดินพูดคุยกับตัวละครด้วย ซึ่งช่วงนี้เกมก็จะเป็นการผ่อนเกียร์ลงมา และให้โอกาสเราได้ซึมซับกับโลกของ Monster Hunter Wilds ให้มากขึ้น

ขณะเดียวกัน ในช่วงที่เดิน Mission หลัก พอเกมภาคนี้ไม่มีกระดานเควสต์มาให้ ทุกอย่างก็จะเป็นไปแบบไร้รอยต่อเลย ถ้าใครเคลิ้ม ๆ ก็อาจจะได้ลุยแต่เนื้อเรื่องไปรวดเดียวยาว ๆ

ดังนั้นถ้าอยากแวะฟาร์ม หรือทำ Mission เสริม ก็จำเป็นจะต้องเถลไถลออกนอกเส้นทางมาเอง ซึ่งสามารถทำได้ทุกเมื่อในตอนที่ไม่ใช่ฉากบังคับ และการรับ Mission เสริม ก็ทำง่าย ๆ แค่เปิด Map, เลือกจิ้มไปที่ตัวมอนฯ แล้วเริ่มต้นออกล่าได้ทันที

อาวุธในเกม

ในภาคนี้ ทีมงานตั้งใจโอบรับผู้เล่นใหม่มากขึ้น อย่างที่เห็นว่าในตอนต้นเกมจะมีคำถามมาคัดกรองเราให้ด้วย ช่วยให้มือใหม่รู้คร่าว ๆ ว่าตัวเองเหมาะจะเล่นอะไร

โดยภายในเกมก็จะมีสนามฝึกซ้อมให้เราลองใช้อาวุธกันเหมือนเคย ตรงนี้ก็จะยิ่งทำให้เรารู้ว่าเล่นอาวุธนั้นแล้วเข้ามือจริงหรือเปล่า ซึ่งในภาคนี้เราปรับแต่งหุ่นฝึกซ้อมได้ละเอียดมาก อย่างที่เห็นว่ามีให้เลือกตั้งแต่ฟังก์ชัน, ระดับความยาก ไปจนถึงความแข็งของชั้นผิวหนังเลย

ส่วนถ้าใครอยากรู้ว่าทีมงานมีปรับปรุงอาวุธอะไรบ้างหรือไม่จากเวอร์ชัน Open Beta, ก็ต้องบอกว่าโดยภาพรวมแล้ว พวก Moveset อาวุธต่าง ๆ ยังคงเหมือนเดิม แต่พวกรายละเอียดปลีกย่อย เช่นเมคานิกการทำงาน หรือมีอะไรได้บัฟ โดนเนิร์ฟบ้าง เราก็ยังบอกไม่ได้เหมือนกัน ทาง Capcom ยังไม่ให้ลงรายละเอียดเรื่องอาวุธ เพราะตัวเกมที่เราได้เล่น แน่นอนว่ามันยังอยู่ในระหว่างการพัฒนา และพวกคอนเทนต์ก็อาจจะแตกต่างไปได้ในเกมที่วางขายจริง

ระบบเกมเพลย์

ส่วนเรื่องเกมเพลย์ในภาพรวม ก็ต้องบอกว่า Monster Hunter Wilds มีจังหวะที่ใกล้เคียงกับภาค World ที่สุด อาจจะเรียกว่าเป็นภาค World ที่คูณสปีดขึ้นมา 1.25 ก็ได้ เพราะตัวฮันเตอร์ของเรานั้นมี Seikret มาเป็นตัวช่วย ทำให้เราคล่องแคล่วทั้งการเดินทางและปีนป่าย

แถมในการต่อสู้ เวลาเราโดนมอนฯ โจมตีจนล้มหรือกระเด็น ก็สามารถเป่าปาก เรียก Seikret ให้วิ่งมารับได้ด้วย จะได้มาตั้งหลัก กินยา, ลับอาวุธ หรือสับเปลี่ยนอาวุธก็ทำได้

ซึ่งในตอนแรกที่เราลอง Demo ที่งาน Tokyo Game Show เรารู้สึกว่าระบบนี้มันน่าจะโกงแน่ ๆ เลย แต่เอาเข้าจริงแล้ว พอเล่นไปเยอะ ๆ เข้า ก็รู้สึกว่ามันก็มีความสมดุลในตัวมันอยู่ เพราะไม่ใช่ทุกครั้งที่ Seikret จะวิ่งมารับเราในทันที ถ้าน้องอยู่ไกลเรามาก ๆ ก็ต้องรอสักพักเลยกว่าจะวิ่งมารับ และถ้าเรากำลังติดสถานะผิดปกติ เช่น Stun หรือ Paralyze ก็ยังต้องนอนแผ่ไปกับพื้นอยู่ดี ไม่สามารถเป่าปากเรียก Seikret มาช่วยได้ในระหว่างนี้

และอีกจุดที่เราสังเกตได้ คือดูเหมือนว่าภาคนี้จะมี Hub กลางมาให้ในทุกโซนเลย เป็นจุดตั้งหลัก รวมสิ่งอำนวยความสะดวกทุกอย่างไว้ด้วยกัน ในทะเลทรายก็เป็น Hub แบบหนึ่ง, ใน Scarlet Forest ก็เป็นอีกแบบหนึ่ง เรียกว่าเป็นรายละเอียดที่พอจะทำให้เห็น ว่าทีมงานตั้งใจคราฟต์พวกสถานที่ในเกมมาก ๆ และต้องรอดูเกมเต็มอีกที ว่า Map ในช่วงหลัง ๆ มันจะออกมาเป็นอย่างไร

ประสิทธิภาพบน PlayStation 5

ส่วนในเรื่องประสิทธิภาพ, เราได้ลองเล่นบน PlayStation 5 รุ่นธรรมดา (ไม่ใช่รุ่น Pro) และปรับ Setting เป็นโหมด Prioritize Framerate ซึ่งเฟรมที่ได้ก็ยังคงไม่ถึง 60, กะเอาด้วยสายตาจะอยู่แถว ๆ 50 จึงถือว่าลากถูพอสมควร… เล่นได้ แต่หายใจไม่ค่อยทั่วท้องในบางโอกาส

และมันไม่ใช่แค่เฟรมเรตอย่างเดียว เพราะความเร็วในการโหลดฉาก โหลด Texture เราก็รู้สึกว่าเครื่อง PlayStation 5 ตัวธรรมดา แอบเอาไม่ค่อยอยู่แล้วเหมือนกัน แต่ก็ต้องย้ำว่านี่ยังไม่ใช่เกมเต็ม จึงต้องรอลุ้นว่าระหว่างนี้ทีมงานจะ Optimize อย่างไรได้อีกบ้างสำหรับฝั่งคอนโซล

สรุปโดยรวม

Monster Hunter Wilds คือเกมที่ยกระดับ ปรับปรุงคุณภาพชีวิตขึ้นหลายส่วน จนเรากล้ารับรองว่ามือใหม่ เริ่มเล่นที่ภาคนี้ได้เลยสบาย ๆ ซึ่งภาพรวมเกมเพลย์ก็ดูสนุกกลมกล่อม และการต่อคอมโบก็ลื่นไหลกว่าภาคก่อน ๆ ด้วยเหมือนกัน

โดยหลังจากที่ได้ลองรอบนี้ เราก็ยังย้ำประโยคเดิมกับที่เคยบอกไปหน้าเพจ GamingDose ว่า “นี่คือเกมที่มีแนวโน้มจะเป็นภาคที่ดีที่สุดแล้ว ในแฟรนไชส์ Monster Hunter” ซึ่งจะจริงหรือเปล่า ก็มารอลุ้นไปพร้อมกัน และก็ต้องขอบคุณทาง Capcom อีกรอบด้วยที่เชิญเราไปลองเล่น แล้วเก็บมาเล่าสู่กันฟังในบทความนี้

สำหรับเกม Monster Hunter Wilds จะลงให้ทั้งบน PC, PlayStation 5 และ Xbox Series เหล่าฮันเตอร์เตรียมลับฝีมือไว้ให้พร้อมได้เลย แล้วมาออกล่าไปด้วยกัน 28 กุมภาพันธ์นี้

Satthathan Chanchartree

ฟ่าง - Content Writer

Back to top
×