True Crime: Street of LA. เกม Open World ที่พยายามเป็นทุกอย่าง แต่ไปไม่ถึงสักอย่าง


ช่วงยุคต้นของทศวรรษ 2000 มีเกมแอคชั่นสไตล์ Open World โผล่ออกมามากมายเป็นดอกเห็ดเต็มไปหมดอันเนื่องมาจากความดังของ GTA อย่างที่เราทราบกันดี จนทำให้เกมแนวเดียวกันต่างถล่มออกมาอย่างมหาศาลในช่วงนั้น หลายเกมก็สร้างแนวทางของตนเองจนไปได้สวย แต่บางเกมก็ดับไปตั้งแต่ยังไม่วางขายเลยด้วยซ้ำ

ซึ่งก็มีเกมหนึ่งที่ผู้เขียนเองเคยได้สัมผัส และเป็นเกมที่มีความพยายามที่จะไปมันทุกทาง แต่ไปไม่ถึงสักทาง เกมที่ว่านั้นก็คือ True Crime: Street of LA. เกมนี้นั่นเอง

อย่างที่ได้เกริ่นไป ว่าในยุคเกือบ 20 ปีก่อนนั้น เรามีเกมแนว Open World เลียนแบบเกมอย่าง GTA ออกมามากมายไปหมด ไม่ว่าจะมีคุณภาพดีหรือย่ำแย่ก็ตาม แต่ส่วนใหญ่แล้วเราก็มักจะได้รับบทเป็นตัวละครในฝั่งอาชญากรที่ทำเรื่องนอกกฎหมายเสียมากกว่า แทบไม่มีเกมไหนที่ให้ผู้แล่นได้เป็นตำรวจเลย แต่การมาของ True Crime: Street of LA. นั้นก็ทำให้โลกของเกม Open World เปิดกว้างขึ้น

เพราะเกมนี้เราจะได้รับบทเป็นตำรวจผู้พิทักษ์สันติ ที่คอยออกสืบคดีรักษาความสงบในเมือง Los Angeles นั่นเอง

ใน True Crime เราจะได้รับบทเป็น Nick Kang นักสืบประจำกรมตำรวจแห่ง LA. ซึ่งดำเนินรอยตามพ่อของตัวเองที่เคยเป็นนักสืบมาก่อน แต่ก็หายตัวไปอย่างลึกลับเมื่อ 20 ปีก่อนและยังหาตัวไม่พบจนบัดนี้ แต่ถึงแม้จะเป็นตำรวจ Nick ก็เป็นตำรวจเลือดร้อนสไตล์ยิงก่อนถามทีหลัง จนทำให้มีปัญหากับผู้บังคับบัญชาอยู่เสมอ แต่แล้วในที่สุดเขาก็ได้เบาะแสเกี่ยวกับการหายตัวไปของพ่อเขา ที่นำไปสู่การล้างบางเครือข่ายอาชญากรรมขนาดใหญ่ของ LA ในท้ายที่สุด

โดยปกติตามสไตล์ของเกม Open World ทั่วไปในยุคนั้นจะอัดระบบ Gameplay เข้ามาเยอะมาก เกมนี้เองก็เช่นกัน

ไม่ว่าจะเป็นการต่อสู้ด้วยมือเปล่า ขับรถสุดแรง ยิงปืน หรือมีกระทั่งระบบลอบเร้นเข้าโจมตีศัตรูจากด้านหลัง เรียกว่าพี่แกเอาหมดใส่มาหมดทุกอย่าง จนเป็นเกม Open World ที่มีรูปแบบการเล่นของเกมยอดนิยมทุกแนวใส่มารวมกันมากมาย และคาดว่ามันจะต้องเจ๋งมากแน่นอน

แต่ว่าการที่ตัวเกมพยายามเป็นทุกอย่างนี่เอง ก็เลยทำให้ความสนุกของมันไปไม่สุดอย่างที่หวังไว้ มีแข่งรถ แต่บังคับลำบาก มีระบบลอบเร้น แต่ศัตรูก็ไม่ฉลาดและท้าทาย หรือระบบต่อสู้ด้วยมือเปล่าที่เหมือนจะดี แต่ก็ไม่ได้สนุกอย่างเต็มที่ มีดีอย่างเดียวคือระบบการยิงต่อสู้ที่ทำออกมาได้สะใจดี(แต่ถ้าใครเล่นบน PC จะรู้สึกว่ามันเล็งยิงยากมาก ไม่รู้ทำไม) เมื่อผสมรวมกันแล้ว เราก็ได้เกมที่เหมือนเป็นจับฉ่ายหม้อใหญ่ ที่ดันโดนเจือจางลงจนรสชาติไม่ชัดเจนสักอย่าง เล่นแล้วก็ไม่อิ่มหรืออินไปสักทางเลยสักนิด

และยิ่งเมื่อรวมกับการออกแบบภารกิจที่ซ้ำซาก ต้องวิ่งไล่เหล่าผู้ร้ายซ้ำ ๆ ลอบเร้นแบบเดิม ๆ ไปจนถึงสู้กับเหล่าศัตรูในรังลับของพวกมัน วนไปแบบนี้จนจบเกม ความสร้างสรรค์อะไรก็ไม่มีให้เห็น เรียกว่าถ้าใจร้ายไปเทียบกับ GTA ในยุคเดียวกันก็แทบจะเทียบกันไม่ได้เลย แถมตัวเกมยังถูกฟ้องร้องเพราะเนื้อเรื่องของเกมดันไปคล้ายคลึงกับนิยายของ Elvis Cole อีกต่างหาก แม้จะมีการถอนฟ้องในเวลาต่อมาก็ตาม

ถึงหลายส่วนของเกมจะย่ำแย่ แต่มันก็มีข้อดีตรงที่เนื้อเรื่องของเกมก็ผูกมาได้ค่อนข้างดี และแตกออกไปได้หลายแบบ และมีดาราดังอย่าง Michelle Rodriguez หรือ Gary Oldman และดาราที่มีชื่อเสียงอีกหลายคนมาร่วมให้เสียงพากย์ในเกม และเลือกได้ว่าจะเป็นตำรวจดีที่คอยออกปราบเหล่าร้ายและไม่ทำร้ายประชาชน หรือเป็นตำรวจเลวที่ทำชั่วทุกอย่าง แล้วก็ถูกตามล่าโดยหน่วย SWATS ที่จัดว่าเป็นการลงโทษผู้เล่นที่ใช้ได้ และยังทำไห้ต้องเจอกับฉากจบแบบ Bad End ด้วย ซึ่งนั่นน่าจะเป็นข้อดีเพียงไม่กี่อย่างของเกม

อย่างไรก็ตาม แม้ตัวเกมจะไปไม่สุดทาง แต่ก็มีแฟนเกมหลายคนที่ชื่นชอบในเกมนี้กันอยู่ไม่น้อย จนมีการสร้างภาคต่อในชื่อ True Crime: New York City ที่ยังคงความเลวร้ายไม่เปลี่ยน ทั้งระบบการเล่นและดราม่ากับทางกรมตำรวจนิวยอร์กหรือ NYPD ที่ประกาศแบนเกมนี้เนื่องจากทำให้ภาพลักษณ์ของพวกเขาดูไม่ดี(แม้จะยังมีแฟนเกมชื่นชอบอยู่ไม่น้อยก็ตาม) จนสุดท้าย Activision เจ้าของลิขสิทธิ์ชื่อ True Crime ก็ถูกมอบหมายให้ทาง United Front Games ไปสร้างภาค Hong Kong แต่ก็ถูกยกเลิกไป ก่อนที่ Square Enix จะซื้อลิขสิทธิ์ให้ทาง United Front Games พัฒนาต่อ จนกลายมาเป็น Sleeping Dogs ที่เกมเมอร์ชื่นชอบในที่สุดนั่นเอง

ปัจจุบันนี้ชื่อของ True Crime ก็หายไปจากวงการเกมแล้วแทบจะ 100% กลายเป็นเพียงเกมหนึ่งที่ผ่านมาและจากไปเท่านั้น แต่มันก็แดสงหเห็นถึงความพยายามที่จะเป็นทุกอย่างให้ได้ในเกมเดียว แต่ก็ไปไม่ถึงนั่นเอง

แม้การนำจุดดีของเกมทุกแนวมารวมกันจะน่าสนใจ แต่ถ้าหากจุดดีแต่ละอย่างไปไม่ถึงที่หวังเอาไว้ สิ่งที่รออยู่ก็มีเพียงแค่ความล้มเหลวรออยู่ข้างหน้าเท่านั้นเองครับ